อัศจรรย์อำนาจจิตพระป่า!! อานิสงส์สร้างวัด สร้างพระธาตุ ได้บุญอย่างคาดไม่ถึง ประสบการณ์ธุดงค์พระอาจารย์เปลี่ยนเห็นชีวิตหลังความตาย ของเจ้าเมืองเชียงแสนผู้สร้างพระธาตุจอมกิตติ

เมื่อคราวที่พระอาจารย์เปลี่ยนเห็นว่าที่วัดถ้ำผาจมอยู่กันหลายองค์ ภาวนาไม่สะดวก จึงคิดจะไปภาวนาที่ดอยตุง แล้วเปลี่ยนความตั้งใจมุ่งไปที่วัดพระธาตุจอมกิตติ อ.เชียงแสน ซึ่งท่านมหาชิตเป็นอธิการอยู่ ในขณะนั้นวัดพระธาตุจอมกิตติ มีศาลาหนึ่งหลังและมีกุฏิอยู่ข้างล่าง ๒ หลัง ตอนค่ำทำวัตรสวดมนต์กับพระเณรที่อยู่ในวัดแล้วทำสมาธิอีก ๓๐ นาที แล้วกลับมาสวดมนต์และนั่งสมาธิต่อที่กุฏิ พอเวลากลางคืนก็จะขึ้นไปนั่งสมาธิข้างบนที่เจดีย์

ท่านพระอาจารย์เปลี่ยนสังเกตว่าบนฐานเจดีย์ตรงทางเดิน แลดูสะอาดเกลี้ยงเกลา ทั้งๆ ที่ไม่มีใครไปทำความสะอาด พระอาจารย์เปลี่ยนคิดจะทดสอบบางสิ่งบางอย่าง จึงขึ้นไปบนพระธาตุจอมกิตติ ๔ วัน ทุกวันจะจุดเทียนทั้งสี่ทิศ และนั่งขวางทางประตูทุกวัน เพื่อจะพิสูจน์ว่ามีพวกเทพผ่านเข้าด้านข้างๆ ของท่านทั้งซ้ายและขวา ท่านจึงขยับไปนั่งติดกับกำแพง ไม่ขวางประตู เทพที่มากราบไหว้พระเจดีย์นั้นมากราบไหว้พระบรมสารีริกธาตุแล้วก็ไป จะมาจากที่ต่างๆ กันทั่วสารทิศ การแต่งกายจะแต่งกายเหมือนกันหมดตามกลุ่มของตนที่มา กลุ่มหนึ่งก็จะใช้สีหนึ่งสามารถสอบถามจากหัวหน้าเทพที่พามาว่า กลุ่มนี้มาจำนวนเท่าใด พระอาจารย์เปลี่ยนจะขึ้นไปที่เจดีย์ตอน ๕ ทุ่ม พอสองยามก็จะกลับไปจำวัด ตี ๓ จะกลับขึ้นไปไหว้พระสวดมนต์ตรงทิศเหนือของเจดีย์ ซึ่งมีพระประธานอยู่ในเรือนไม้ หลังคามุมแฝก จนรุ่งเช้า

บางครั้งจะสวดทบทวนปาติโมกข์และสวดธรรมจักรทุกครั้ง สังเกตว่ามีเทวดามาคอยนั่งฟังข้างหลังท่าน เมื่อเทพมาจะยืนยกมือพนมไหว้แล้วนั่งลงพนมมือ เวลาจะกลับจะยืนลอยขึ้นแล้วก้มลงพนมมือไหว้ พวกเทพจะไม่กราบเวลานั่ง เทพผู้ชายจะนั่งข้างหน้า นางฟ้าจะนั่งข้างหลัง ในเวลากลางวันท่านไปนั่งปฏิบัติธรรมอยู่ตรงบริเวณที่เรียกว่า “บ่อน้ำทิพย์” จึงเห็นชัดเจนว่าพวกเทพที่รักษาเจดีย์และพระธาตุเป็นเทพชั้นรุกขเทวดา
นอกจากนั้นท่านยังได้นิมิตว่า “ท่านแสนฟ้าหลวง” ซึ่งเป็นเจ้าเมืองเชียงแสน เป็นผู้มีจิตศรัทธาสร้างวัดพระธาตุจอมกิตติ เมื่อสวรรคตแล้วก็ได้เกิดเป็นเทพรับความสุขอยู่ในชั้นดาวดึงส์
ที่มา จากwww. dhammajak.net ลานธรรมจักร

แหล่งที่มา : tnews

คำสอนพระพุทธเจ้า (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)

ให้ลูกหลานทั้งหลายจงจดจำคิดว่า “โลกนี้เป็นอนิจจังทุกอย่างไม่มีอะไรเที่ยงมันไม่มี การทรงตัวโลกนี้ถ้า เราเอาจิตเข้าไป ยึดถือมันก็เป็นทุกข์” ให้ทุกคนทำกำลังใจแข็งไว้ว่า เราจะไม่ยอมแพ้ความชั่ว จะไม่ยอมให้ความชั่วเข้ามาเป็นเจ้านายหัวใจ เราจะทรงกำลังใจ ไว้แต่เพียงความดี เมื่อจิตใจมันเข้มแข็งอย่างนี้ ความชั่วมันเป็นเจ้านายไม่ได้

สิ่งใดที่เคยทำผิดพลาดไปแล้ว พระพุทธเจ้าทรงบอกว่า ให้ลืมเสียทุกอย่างไม่ตามนึกถึงมัน มุ่งหน้าเฉพาะความดีที่ให้ภาวนา พุทโธ ธัมโม สังโฆ นี้ให้นึกถึงความดีอย่างเดียว ไอ้ความที่ไม่ดี อาจแลบเข้ามาบ้างเป็นของธรรมดา เราก็นึกถึงความ ดีให้มาก ไม่ตามนึกถึงมัน มันก็ไม่เกาะใจเรา ใจเราเกาะเฉพาะบุญใช่ไหม เกาะเฉพาะบุญ เวลาตาย บุญก็นำเราไปก่อน ไปสวรรค์ก่อนอย่างน้อย

การปฏิบัติพระกรรมฐานนี้ มีความสำคัญมากเพราะว่า เราทุกคน ถ้าก่อนจะตาย ถ้าจิตจับอารมณ์ที่เป็นบาป อย่างใดอย่างหนึ่ง ในขณะนั้นแล้วก็ตาย อย่างนี้ตายไปอบายภูมิแน่ ถึงแม้จะทำบุญไว้มากสักเพียงไรก็ตาม ต้องไปนรกก่อน เราจะไปสวรรค์ก่อน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่มีชีวิตอยู่ ถ้ามีความฉลาด ถึงแม้ว่าเราจะบาปมากจะมีบุญน้อย ก็ควบคุมอารมณ์ ที่เป็นบุญไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าหากว่าทุกคนตั้งใจ ไว้เฉพาะพระนิพพาน ถึงแม้เราจะมีบุญน้อย เราก็สามารถไป พระนิพพานได้

พระพุทธเจ้าทรงแนะนำไว้ว่า ท่านทั้งหลายจงอย่านึกถึงความชั่ว ที่ทำมาแล้ว ความชั่วก็คือ บาป บาปก็คือ ความชั่วเราไม่ยอมนึกถึงมัน นึกถึงความดีอย่างเดียว ควบคุมจิตให้เป็นฌาน ให้ได้ทุกวัน ฌานก็ได้แก่ อารมณ์ชิน คิดไว้เสมอว่า เราจะเจริญสมาธิภาวนาได้ทุกอย่างเป็นพุทโธ วันหนึ่งเราสามารถทำได้สัก๑๐นาที ๒๐ นาทีก็ตาม แม้จะมีเวลาน้อย และถ้าทำได้ ให้นึกถึงภาพพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งที่เราชอบ แล้วภาวนาอย่างนี้ทุกวันจนชิน อย่างนี้เรียกว่า เป็นฌาน

ถ้าทำได้แบบนี้ทุกวัน ถึงแม้จะบาป มากขนาดไหนก็ตาม ก่อนตายแทนที่จะเห็นภาพ ที่เราเคยทำบาป บาปจะเข้ามาไม่ได้ มันมีแต่ภาพของบุญอย่างนี้ไปสวรรค์แน่ เป็นอย่างต่ำ การเจริญพระกรรมฐานอันดับแรก ให้ทุกคนกำหนดรู้ลมหายใจเข้า ออก เวลาหายใจเข้ารู้อยู่หายใจเข้า เวลาหายใจออกรู้อยู่หายใจออก การภาวนาไม่จำกัดใคร จะภาวนาว่า อย่างไรก็ไม่เป็น ไรตามถนัดแต่ว่าก่อนภาวนา ให้นึกถึงพระพุทธเจ้าก่อนถือเป็นพุทธานุสสติ เวลาภาวนาจะใช้เวลาไหนบ้างก็ตามชอบ ใจถ้าเวลาอื่นไม่มี ก็นอนอย่าลืม ถ้าศีรษะถึงหมอน ภาวนาพุทโธทันที นึกถึงภาพพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่ง ที่เราชอบคิด ว่าองค์นี้คือ พระพุทธเจ้า แล้วก็ภาวนา อาจจะภาวนา “พุทโธ” หายใจเข้านึกว่า “พุท” หายใจออกนึกว่า “โธ” สัก ๒-๓ ครั้งก็ ได้ตามความพอใจมากก็ได้น้อยก็ได้แล้วก็หลับไป พอตื่นขึ้นมาใหม่ๆ ก็นึกถึงพระพุทธรูปองค์นั้นอีกแล้วก็ภาวนาว่า “พุทโธ” อีก ทำอย่างนี้ทุกวัน จนกระทั่งวันไหน ถ้าเราไม่มีโอกาสจะทำ วันนั้นรำคาญ ต้องทำเป็นอารมณ์ชิน อย่างนี้ ถือว่า ทรง ฌานในพุทธานุสสติกรรมฐานแล้ว แม้ศีลมันจะขาดมันจะบกพร่องบ้าง ถึงยังไงก็ตาม ตายแล้วต้องไปสวรรค์แน่นอน

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

ญาติโยมพุทธบริษัทบางท่าน ที่ไม่สามารถจะรักษาศีล ๕ได้ครบถ้วนก็ให้จับ อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนึ่งพุทธานุสสติกรรมฐานอย่าทิ้งพระพุทธเจ้า และประการที่สองให้จับอารมณ์สังฆทาน มีภาพแบบไหน มีอะไรบ้างว่าเรา เคยถวายสังฆทานแล้วในชีวิตนี้ จับอารมณ์ให้ทรงตัวส่วนนี้ เป็นส่วนหนึ่ง ที่พาท่านไปนิพพานได้โดยง่ายเหมือนกัน และจงอย่าลืมคิด ตามความเป็นจริง ตามอริยสัจว่า การเกิดมันเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความป่วยไข้ไม่สบายเป็นทุกข์ ความ พลัดพรากจากของรัก ของชอบใจเป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ ถ้าเราจะเกิดอย่างนี้ อีกกี่ชาติ ก็จะมีทุกข์อย่างนี้ เมื่อเวลาใกล้จะตาย จิตอย่าลืมนิพพาน ต้องยึดไว้ทุกวัน นิพพานนี้ นึกให้เป็นอารมณ์ไปจนชินตัว นึกว่าถ้าตายจาก โลกนี้เมื่อไหร่ขอไปนิพพานเมื่อนั้นให้จิตเป็นฌานที่ เรียกว่า อุปสมานุสสติกรรมฐาน อย่างนี้ทุกคนจะไม่พลาดนิพพาน

ที่นี้การฝึกอารมณ์บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทส่วนใหญ่ มักจะไปบ่นว่าอารมณ์ไม่ทรงตัวบ้าง อารมณ์ไม่สงัดบ้างอย่างนี้เป็นความคิดมากเกินไป คนที่มีอารมณ์สงัดจริงๆ นะมีเฉพาะพระอรหันต์ ขึ้นไปเท่านั้น ถ้าต่ำกว่าพระอรหันต์จะถือว่า อารมณ์สนิททรงตัวสนิท ไม่คิดอะไรอีก ไม่มีอรหัตมรรค ยังมีอารมณ์ฟุ้งซ่าน คนที่มีจิตไม่ฟุ้งซ่าน คือ พระอรหัตผล ในเมื่อเรายังไม่เป็นพระอรหันต์จิตก็ต้องฟุ้งซ่าน เป็นของธรรมดาที่มี การที่จะทรงตัวให้อารมณ์อยู่เป็นปกติ ก็ต้องใช้เวลาน้อยๆ วันหนึ่งถ้าเราสามารถ ทรงสมาธิได้จริงๆ สัก ๕นาทีหรือ๑๐นาที ก็ควรจะพอใจเพราะว่า เวลาที่จิตทรงสมาธิ เวลานั้นพระพุทธเจ้าถือว่า จิตว่างจากกิเลส ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสกับพระสารีบุตรว่า “สารีปุตตะ ดูก่อนสารีบุตร บุคคลใดมีจิตว่างจาก กิเลส วันหนึ่งชั่วขณะจิตหนึ่ง ตถาคตถือว่า บุคคลนั้นมีจิตไม่ว่างจากฌาน”

สมเด็จพระจอมไตรองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสว่า ถ้าเราต้องการหมดความทุกข์ ต้องการมีความสุขก็จงอย่า คิดว่า โลกนี้เป็นของเรา ร่างกายนี้เป็นของเรา ร่างกายของบุคคลอื่น เป็นเราของเรา จงคิดว่า ร่างกายมันเป็นเพียงธาตุ ๔มันเข้ามาประชุมกัน เห็นร่างกายภายใน คือ ร่างกายของเรา ก็ทำความรู้สึกเพียงสักแต่ว่าเห็น คือ ไม่สนใจ ไม่ยึดถือว่ามัน กับเราจะอยู่ด้วยกันตลอดกาลตลอดสมัย

ตัดความโลภเสียด้วยการให้ทาน ตัดความโกรธเสียด้วยการเห็นใจซึ่งกันและกัน ตัดความหลงคือยอมรับนับถือกฎของความเป็นจริง

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

 

แหล่งที่มา : http://www.tnews.co.th

เมื่อขึ้นไปอยู่ริมน้ำแม่งัด บ้านช่อแล ได้ ๔ – ๕ ปี แต่อยู่บ้านแม่แตง วันหนึ่งนึกถึงตาผ้าขาวสุกว่า  เอ ตาเฒ่านี้จะไปเกิดที่ไหนแล้วหนอ เดี๋ยวนี้  พอเรานึกได้เท่านั้น ก็มีเทวดา ๒ ตนผู้ชายหนุ่มน้อยอายุ ๑๘ – ๑๙ ปี นั่งเครื่องยนต์รูปร่างคล้ายกับเรือสุพรรณหงส์มารับ นิมนต์พระผู้เป็นเจ้าเถอะ จะพาไปหาตาผ้าขาวสุก อยู่ป่าหิมพานต์  จะไปนานไหม จะได้เอาผ้าครองไปด้วย  ไม่นานหรอก ตี ๔ ก็กลับมาแล้วครับ  เอ้า ไปก็ไป พอเราพูดอย่างนี้ กายก็นั่งอยู่ ใจก็เดินขึ้นยนต์สุพรรณหงส์ จากนั้นก็ลอยไปตามอากาศ ช้าก็ได้เร็วก็ได้เหมือนกับคนเขาขับรถ แต่ยนต์นี้ไม่ต้องขับไปได้เองตามอานุภาพของบุญ ลอยไปผ่านไปแม่ฮ่องสอน เข้าเขตพม่า เลยพม่าเข้าแคชเมียร์ เข้าเขตภูเขาหิมะ เครื่องยนต์นั้นก็ลอยต่ำลงสูงกว่าปลายไม้นิดหน่อย เมื่อเข้าใกล้ที่อยู่ของพ่อขาวสุกแล้วก็ลงจอดยนต์ไว้ เดินเท้าเข้าไป มีหมู่เทวดามาต้อนรับ แล้วเดินกันเป็นกระบวนไป ลึกเข้าไปอีกก็มีพวกสัตว์ป่าหิมพานต์ รูปร่างเป็นตัวสัตว์ต่างๆ มาต้อนรับ สัตว์ที่เหมือนกับในเมืองมนุษย์ก็มี เช่น หมูป่า กวาง เก้ง เสือ ช้าง หมี ๔ เท้า ๒ เท้า เลื้อยคลานมีหมดสัตว์ที่รูปร่างเหมือนกับรูปที่เขาเขียนว่า สัตว์หิมพานต์ อย่างนั้นก็มีอยู่มาก ต่างก็มาชื่นชมยินดีต้อนรับเป็นหมู่เป็นคณะ

ทำไม สัตว์ป่าทั้งหลายที่แถบนี้จึงมีมาก ผู้ข้าฯ ถามเทวดา
โอ พระผู้เป็นเจ้า ก็แถบถิ่นนี้ อยู่ในวงล้อมของภูเขา ๓ ลูกในนี้นั้นใต้ภูเขา ลูกกลางนี้เป็นที่ประดิษฐานพระศพของพระมหากัสสปเถรเจ้า หมู่หิมพานต์เหล่านี้ก็มากราบไหว้ ทำความยินดีต่อพระเถรเจ้า แต่ก็ไม่มีใครเข้าไปกรายใกล้ได้ เพราะมีเทพเจ้าผู้ศักดิ์ใหญ่ทั้งหลายรักษาไว้อยู่ หมู่หิมพานต์ทั้งหลายก็อาศัยกระทำความยินดีนี้เองแหละที่เป็นบุญเป็นกุศลมหาศาลของตนได้ ผู้ข้าฯ รู้ทิศทางที่เขาชี้ให้ดูว่า ศพของพระมหากัสสปเถรเจ้าอยู่ทางนั้นตรงนั้น ก็ยกมือไหว้ ยืนวันทาอยู่ว่า นะโม ๓ จบ อิติปิโสฯ สฺวากฺขาโตฯ สุปฏิปนฺโนฯ แล้วก็อุกาสะฯ ไหว้พระธาตุ เจริญเมตตาไหว้จบแล้วหมู่เทวดา หมู่สัตว์ที่แห่ล้อมอยู่นั้นสร้องสาธุการ สนั่นป่า ว่า สาธุ ๓ ครั้ง จึงถามเขาว่า ตาผ้าขาวสุกล่ะ อยู่ทางไหน
เทวดา ๒ ตนที่พาไปนั้นจึงว่า อยู่ทางนี้เดินจากนี้ไปไม่ไกลหรอกประมาณ ๑ เส้น ขอพระผู้เป็นเจ้า ไปคนเดียวเถิด พวกผมจะรออยู่ตรงนี้ เราก็เดินไปคนเดียว ไปเห็นต้นไม้มุ่นต้นใหญ่ต้นหนึ่งสูง กิ่งก้านสาขาเหมือนกับเวลาเรากางกลดออก อยู่ใกล้ๆ โคนต้น เห็นผู้หญิงสาว ๔ คน สูเจ้ามาอยู่ทำอะไรตรงนี้ โอ้ พระผู้เป็นเจ้า มาธุระอันใดหนอ มาหาตาพ่อขาวสุก คนเฒ่าอยู่ไหน อยู่ในโพรงไม้ตรงใต้คาคบลงมานั่นแหละท่านพระผู้เป็นเจ้า เสวยวิบากเป็นบ่างใหญ่อยู่
แล้วสูเจ้าหล่ะมาอยู่ทำไมตรงนี้ โอ้ มารักษาพ่อผ้าขาวนี้แหละ เมื่อพ้นจากวิบากตรงนี้แล้วจะได้ออกไปเกิดในเมืองมนุษย์ แล้วจะได้เป็นผัวเมียกัน ทำความดีต่อไปได้ เดี๋ยวนี้สูเจ้าเป็นภูมิใด เวนิมานกเปรต กลางวันเป็นผี กลางคืนเป็นเทวดา เรารู้เท่านั้นแล้วก็ลาเขากลับออกมา ไหว้วันทาไปทางศพพระมหากัสสปเถระนั้นอีก เสร็จแล้วก็ลาพวกเทวดาและพวกหิมพานต์สัตว์เหล่านั้น เทวดาสองตนนั้นก็บันดาลเอายนต์เหาะคันเก่านั้นมารับ ยนต์เหาะก็ลงจอด เทวดาสองตนก็กราบไหว้ลาไป ตัวเราก็มองร่างกายที่นั่งอยู่ มองดูนาฬิกาพกตั้งไว้ก็ตี ๐๔.๐๐ น. พอดี เดินเข้าสวมรูปกายรู้สึกตัวก็ดูนาฬิกาก็ตี ๐๔.๐๐ น. เหมือนกับในนิมิต เป็นเรื่องแปลกมาก หากไม่ประสบด้วยตนเองก็คงไม่เชื่อ แต่ตนของตนก็เชื่อความมีกำลังของจิตที่ฝึกฝนมานานหลายภพหลายชาติ ไม่สงสัยไม่อวดตัว

เอานิมิตเรื่องนี้ไปเล่าให้ท่านอาจารย์ตื้อฟัง เพิ่นก็ว่า
“ผู้ข้าฯ ก็ไปมาแล้วล่ะ ท่านจามเอ๊ย ไปกราบไหว้มาแล้ว ที่ตั้งศพพระมหากัสสปเถระ วงนอกภูเขา ๗ ลูกต่อๆ กันเป็นวงภูเขา วงในมีภูเขา ๓ ลูกซ้อนเหลื่อมกัน อยู่ตรงกลางลึกใต้พื้นภูเขา ๓ ลูกนั้นแหละที่ศพพระมหากัสสปเถระตั้งอยู่ หันหัวไปตะวันออก เอาเท้าไปตะวันตก มีเทพยักษ์รักษาอยู่นอกด่าน ๑ ด่านสอง พวกเทวดากับพวกนาค ด่านสุดท้ายเป็นพวกเทพครุฑ รักษาอยู่อย่างใกล้ชิด เขาจะรักษาไว้จนกว่าศาสนายุคของพระศรีอาริย์จะมาตรัสเป็นพุทธะเจ้า แล้วเตโชธาตุของท่านจะเผาคราบของท่านเอง เรื่องพวกเทวดา พวกสัตว์ป่าหิมพานต์นั้น ท่านอาจารย์ตื้อก็ว่าอย่างที่เราไปเห็นมาแล้ว หากไม่มีพยานกับท่านอาจารย์ตื้อ ผู้ข้าฯ ก็จะไม่เล่าให้ฟังหรอก น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก แปลกแท้ๆ ในโลก
ที่มา FB: พระอรหันต์สายหลวงปู่มั่น

 

แหล่งที่มา : http://www.tnews.co.th

มีชายหญิงคู่หนึ่งรักกันมาก คบกันมา ๓ปี ทั้ง ๒ ตกลงจะแต่งงานกัน

เมื่อกำหนดวันเรียบร้อย ฝ่ายชายเองก็รอคอยวันที่จะแต่งงาน

ต่อมาไม่นานฝ่ายชายรู้ข่าวว่า คู่รักของตนแต่งงานกับคนอื่นอย่างกะทันหัน

โดยฝ่ายหญิงเองก็เต็มใจ ไม่ได้ถูกบังคับแต่อย่างใดเมื่อได้ทราบข่าว เขาทั้งงงและเสียใจมาก

ร้องไห้ไม่กินไม่นอน ไม่นานก็ป่วยหนักเพราะตรอมใจเวลาผ่านไป ฝ่ายชายป่วยหนักขึ้นเรื่อยๆ

ไปหาหมอเท่าไหร่ก็ไม่ดีขึ้ขณะที่นอนซมอยู่ที่บ้านนั้น

มีหลวงตาแก่ๆผ่านมาเมื่อมาถึงหลวงตาหยุดอยู่ที่หน้าบ้าน

แล้วมองเข้าไปในบ้านจึงเคาะประตูเด็กรับใช้ออกมาเปิดประตูพบว่า เป็นพระ

จึงบอกว่า ” ไม่ทำบุญนิมนต์ข้างหน้า”

หลวงตายิ้มอย่างมีเมตตาแล้วพูดว่า “อาตมาไม่ได้มาบิณฑบาต ในบ้านมีคนป่วยใช่มั๊ย อาตมาพอมีความรู้ทางด้านการแพทย์นิดหน่อยไม่รู้จะพอช่วยได้รึปล่าว”

เด็กรับใช้ได้ฟังก็อึ้งแต่ก็บอกว่า ตัดสินใจเองไม่ได้ต้องขอไปถามเจ้านายก่อน เด็กรับใช้เดินเข้าไปในบ้านถามเจ้านาย เจ้านายตอบอย่างตัดรำคาญว่า

“อยากเข้ามา ก็เข้ามา!”

เมื่อหลวงตาเข้าไปพบที่ห้องนอนพบว่า

ชายคนดังกล่าวนอนอย่างหมดอาลัยตายอยากอยู่บนเตียง สีหน้าซีดเซียว ร่างกายซูบผอมประหนึ่งครึ่งคนครึ่งศพ เด็กรับใช้นำน้ำมาถวายหลวงตา พร้อมจัดเก้าอี้ถวายข้างๆเตียงของชายคนนั้น

หลวงตายิ้มแล้วพูดว่า “อาการหนักเลยนะ”

ชายคนนั้น นิ่งเงียบไม่สนใจในสิ่งที่หลวงตาพูด

หลวงตาตรวจอาการพอเป็นพิธี จึงกล่าวว่า”โทรมมากเลยนะ” ชายคนนั้นไม่สนใจ

หลวงตาบอกว่า “ไม่เชื่อ ลองมองที่กระจกสิ”ชายคนนั้นไม่สนใจแต่ขณะที่หางตาชายไปที่กระจกแต่งตัวในห้องนอน

เขามองเห็นภาพของคนที่รักอยู่ในนั้น ไม่นานภาพของคนรักก็ค่อยๆจางหายไป

กลายเป็นภาพทิวทัศน์ชายทะเลที่ชายทะเลแห่งนั้นเงียบสงบ ไม่มีคนผ่านไปมา

ขณะที่ชายคนที่ป่วยนั้น มองภาพในกระจกด้วยความสนใจนั้น เขาพบว่า มีศพหญิงสาวนอนเปลือยกายอยู่ที่ชายหาด เวลาผ่านไปสักครู่ มีชายคนหนึ่งเดินผ่านมา

เขามองเห็นศพหญิงคนนั้นด้วยความรังเกียจ แล้วเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ต่อมาพักใหญ่มีชายอีกคนหนึ่งเดินผ่านมา เขามองเห็นศพนั้น

เขาสงสารจึงถอดเสื้อนอกออกมาคลุมร่างของหญิงคนนั้น แล้วเดินจากไป

พักใหญ่ๆอีกเช่นกัน มีชายอีกคนเดินผ่านมาเขาพบคนนอนมีผ้าคลุมอยู่ จึงเปิดออกดู

เมื่อพบว่า เป็นศพ ด้วยใจสงสาร จึงจะฝังให้เรียบร้อย แต่ก็ไม่มีเครื่องมือจะขุด

เขาจึงตัดสินใจใช้มือทั้ง ๒ข้างๆ ค่อยๆกอบทรายขึ้นมา เขาทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ

จนเย็น พอได้หลุมใหญ่พอสมควรจึงได้ฝังศพผู้หญิงคนนั้นเรียบร้อยแล้วจากไป

จากนั้นภาพในกระจกก็เปลี่ยนเป็นภาพของศพหญิงคนนั้น และก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นภาพของหญิงคนรัก เขาได้เห็นก็ตกใจพอสักพัก ก็ปรากฏเป็นภาพชายคนที่ ๒

แล้วก็ค่อยๆจางหายไป เหลือแต่เงาของตัวเองในกระจก

ทันใดนั้นหลวงตาพูดว่า “ทีนี้เข้าใจรึยัง ศพนั้นคือคู่รักของโยม ชายคนที่ช่วยฝังศพเธอ ผูกวาสนากับเธอหนึ่งชาติ ชาตินี้เธอเลยแต่งงานกับเขา ส่วนโยมช่วยคลุมศพเธอ จึงผูกวาสนา ๓ปี ตอนนี้ครบ ๓ ปี วาสนาสิ้นแล้วก็ต้องจากกัน”

เมื่อชายคนนั้นฟังจบก็กระอักเลือดออกมา เด็กรับใช้ตกใจมาก หลวงตายิ้มแล้วบอกว่า “โยมรอดแล้ว เมื่อกี้โยมกระอักเลือดเอาเลือดเสียออกมาแล้ว” ต่อมาไม่นานชายคนนั้นก็ได้ออกบวชติดตามหลวงตาองค์นั้นในที่สุด

คนเราเจอกัน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ความสัมพันธ์ พ่อ , แม่ , พี่ , น้อง , ญาติ , เพื่อน , ศัตรู , คนรัก ฯลฯ ไม่ใช่ของเลื่อนลอย เมื่อมีวาสนา ไม่ต้องเรียกร้อง ถึงเวลาก็มาเจอกัน เมื่อสิ้นวาสนา ก็ต้องจากกัน รั้งยังไงก็ไม่อยู่ ในตอนที่ยังไม่จากกันนี้คุณทำได้ทำดีต่อคนของคุณหรือยังเพราะถึงเวลาที่ต้องจากกัน ไม่ว่าคุณจะมีเงินหรืออำนาจล้นฟ้า ก็เรียกมันกลับคืนมาไม่ได้ ทำดีต่อกันไว้ดีกว่า เพราะไม่มีใครรู้ว่า เราจะต้องจากกันเมื่อไหร่ ทุกๆวจีกรรม กายกรรม และมโนกรรม ที่เรานึกคิด พูดล้วนเป็นกรรมหมด อยู่ที่เจตนาเป็นบุญหรือบาป ล้วนส่งผลต่อปัจจุบันและอนาคตทั้งนั้น…ธรรมะสาธุ

แหล่งที่มา : http://www.tnews.co.th

ครั้งหนึ่งหลวงพ่อฤๅษีลิงดำได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับ “ผีมาขอส่วนบุญ” กับหลวงพ่อเพราะเหตุใดดังรายละเอียดในเหตุการณ์ครั้งนั้นดังนี้

“..อาตมาเข้าไปพักรักษาตัวในตึกแห่งหนึ่งในโรงพยาบาล นอนพักตอนกลางวัน พอเคลิ้มหลับก็เหมือนมีคนมานอนด้วย
มีความสัมผัสว่าเป็นเนื้อคน ปรากฎว่า เป็นผู้ชาย

ต่อมาวันรุ่งขึ้นก็มานั่งคุยด้วย ก็เลยถามว่า”เมื่อวานนี้มาใช่ไหม” ตอบว่า “ใช่ครับ”
ถามว่า “ทำไมมาทำแบบนี้ ถ้าคนอื่นเขาอยู่ไม่ได้นะนี่ฉันไม่เป็นไร”
เขาบอกว่า “ผมตายที่เตียงนี้ครับ” ก็ถามว่า “ทำไม มายุ่งที่นี่ ฉันจะนอน”
เขาบอกว่า “เขามาเพื่อให้ทราบและมีความประสงค์อยากขอความช่วยเหลือ”
ก็เลยบอกว่า “ทีหลังจะขอความช่วยเหลือใคร ก็บอกเขาตรง ๆ ประการแรก ก่อนที่จะเข้ามาทำให้เขาไม่กลัวก่อน อย่างฉันนี่ทำอย่างไร ก็ไม่กลัวแน่ มีทางเดียวฉันกลัวตัวฉันเอง”
เขาถามว่า “กลัวแบบไหน” ตอบว่า “กลัวว่าฉันโมโหจับสองขาแกฟาดน่ะสิ” บอกว่า “อย่าเพิ่งครับ ๆ” แล้วนั่งยอง ๆ

เลยบอก “เอาไป ๆ อยากได้ก็ให้โมทนา” เขาโมทนา แล้วก็หายไป การที่เขาเข้าไปอย่างนั้นคนที่อยู่ในนั้นต้องมีบุญ ทีนี้เขาจะบอกก็ไม่ได้ยิน มาพูดด้วยก็ไม่ได้ยินมาให้เห็นก็ไม่เห็น ก็เลยทำให้รู้ ถ้าเราเห็นอย่างนี้ ไม่ต้องรอทำบุญทำกุศลแล้วค่อยอุทิศส่วนกุศลไปให้ เพราะบุญที่เราทำมันมีแล้ว ผีนี่ เขามีความฉลาด เขารู้ว่าบุญเรามี ให้อุทิศส่วนกุศลตรงให้กับเขาเลย ไม่ต้องเสียเงินอีก..”
จากหนังสือ ตายไม่สูญ…แล้วไปไหน
ที่มา FB: ศูนย์พุทธศรัทธา@Buddha Sattha.Saraburi

 

แหล่งที่มา : http://www.tnews.co.th