บานสะพรั่ง………….ภาพความงามทุ่งดอกทานตะวัน ที่อ่างเก็บน้ำห้วยเกิ๋น ตำบลบ้านกวาง อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ ที่กำลังออกดอกแบ่งบานพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวให้ไปเยื่อมชม ถือเป็นอันซีนแห่งใหม่ของอำเภอสูงเม่น ที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวไปเที่ยวชมถ่ายรูป ตลอดในช่วงฤดูหนาวนี้

แหล่งที่มา : http://www.chiangmainews.co.th

คั่วฝักเพกาอ่อน หรือ คั่วบ่าลิดไม้ เป็นตำรับอาหารที่นิยมของผู้อาวุโสมากกว่าคนอายุน้อย เนื่องจากมีรสเปรี้ยวผสมรสขม นิยมนำไปผัดกับเครื่องแกงใส่แหนม (สิรวิญช์ จำรัส, สัมภาษณ์, 15 มิถุนายน 2550, รัตนา พรหมพิชัย, 2542, 628

ส่วนผสม

1. ฝักเพกา 200 กรัม

2. จิ๊นส้ม 100 กรัม

3. กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ

4. น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ

เครื่องแกง

1. พริกขี้หนู 7 เม็ด

2. กระเทียม 10 กลีบ

3. หอมแดง 5 หัว

4. กะปิ 1 ช้อนชา

5. ปลาร้าต้มสุก 1 ช้อนโต๊ะ

6. เกลือ 1/2 ช้อนชา

วิธีการทำ

1. นำฝักเพกาอ่อนย่างไฟให้อ่อนตัว ขูดเปลือกที่ไหม้ออก แช่น้ำเย็น หั่นบางๆ พักไว้

2. โขลกเครื่องแกงรวมกันให้ละเอียด

3. เจียวกระเทียมพอเหลือง ใส่เครื่องแกงลงผัดให้หอม ใส่จิ๊นส้ม ผัดให้เข้ากัน

4. ใส่ฝักเพกาหั่น ผัดให้เข้ากัน พอสุก ปิดไฟ

เคล็ดลับในการปรุง/เลือกส่วนผสม

เคล็ดลับในการปรุง
ฝักเพกาอ่อนย่างไฟ ขูดเปลือกที่ไหม้ แล้วแช่น้ำเย็น เพื่อลดความขม

เคล็ดลับในการเลือกส่วนผสม
การเลือกฝักเพกา ควรเลือกฝักอ่อน โดยสังเกตจากเมื่อจับให้โค้งงอ จะทำได้ง่ายกว่าฝักแก่

แหล่งที่มา : http://library.cmu.ac.th

ถั่วเน่าแข็บ เป็นเครื่องปรุงอาหารชนิดหนึ่งของชาวล้านนา ทำโดยการนำถั่วเหลืองมาต้มเปื่อยหมักไว้ประมาณ 3 วัน ให้ขึ้นราเล็กน้อย นำมาโขลกให้ละเอียด เช่นเดียวกับถั่วเน่าเมอะ แต่ถั่วเน่าแข็บ เป็นการนำเอาถั่วเหลืองต้มเปื่อยโขลก มาทำเป็นแผ่นกลมๆ บาง ขนาดกว้างประมาณ 3-4 นิ้ว นำไปตากแดดให้แห้ง ใช้ในการปรุงอาหารอย่างกะปิ (รัตนา พรหมพิชัย, 2542, 2638; สุมาลี ทะบุญ, สัมภาษณ์, 27 มิถุนายน 2550)

ส่วนผสม

1. ถั่วเหลือง 1 กิโลกรัม

2. เกลือ 3 ช้อนโต๊ะ

วิธีการทำ

1. ล้างถั่วเหลืองให้สะอาด แช่น้ำให้พองตัว

2. ต้มน้ำเปล่า พอเดือด ใส่ถั่วเหลือง

3. ต้มด้วยไฟแรง เติมน้ำเรื่อยๆ อย่าให้แห้ง จนถั่วสุกและเปื่อย

4. หมักถั่วเหลืองต้ม

5. ห่อด้วยใบตองตึงแห้ง หมักไว้ 3 วัน ให้ถั่วขึ้นราเล็กน้อย

6. โขลกเกลือและถั่วเหลืองต้ม รวมกันให้ละเอียด ปรุงด้วยพริกย่างป่น ตักพักไว้

7. ตักถั่วลงบนใบทองกวาว เพื่อทำเป็นแผ่นวงกลม

8. ประกบใบทองกวาวอีกใบ คลึงให้ถั่วเน่าเป็นแผ่นวงกลม

9. นำแผ่นถั่วเน่าตากแดดทั้งใบทองกวาว ตากแดดจัดให้แห้ง ประมาณ 3 วัน

10. แกะใบทองกวาวออก จะได้ถั่วเน่าแข็บ หรือถั่วเน่าแผ่น

เคล็ดลับในการปรุง/เลือกส่วนผสมเคล็ดลับในการปรุง
การทำถั่วเน่าเป็นแผ่นวงกลม ให้ใช้ใบทองกวาวสด เพราะใบมีความมัน ทำให้ถั่วไม่ติดใบ

เคล็ดลับในการเลือกส่วนผสม 
เลือกเมล็ดถั่วเหลืองที่แก่เต็มที่

แหล่งที่มา : http://library.cmu.ac.th

ยังอยู่ที่เมนูอาหารเหนือกันนะคะ วันนี้มาทานแกงบ่าน้ำแก้ว
หรือ แกงยอดฟักทองกันค่ะ

แกงนี้เป็นของชอบของเรามากๆ เลยค่ะ ถ้าให้ครบสูตรจะต้องมีเห็ดกับลูกฟักทองอ่อนด้วย จะอร่อยขึ้นอีกมากๆ จ้า

 

สูตร

ผักบ่าน้ำแก้ว หรือยอดฟักทอง อย่าลืมลอกเยื่อเค้าออกด้วยนะคะ

กระเทียม

พริกหนุ่มเม็ดไม่ใหญ่มาก หรือพริกขี้หนู เพื่อเพิ่มความเผ็ด

น้ำปลาร้า หรือจะสับเอาก็ได้ กะๆ เอานะคะ

ตะไคร้ หั่นเป็นท่อนๆ ทุบหน่อย ซัก 3 ท่อน

ลูกฟักทองอ่อน

เห็ด

ผักปลัง

โขลกกระเทียมกับพริก

ผักยอดฟักทองอ่อน หรือ ผักบ่าน้ำแก้ว เอาเยื่อๆ เส้นๆ ตรงผิวนอก เค้าออกด้วยนะคะ แกงนี้ไม่ยาก แต่เสียเวลาตรงนี้ล่ะ

ผักปลังอยู่ตรงบนๆ หน่อยนะคะ มองออกรึปล่าว

ใส่ไปในน้ำซุป

ใส่ตะไคร้

น้ำปลาร้า

ใส่พวกผักลงไป

แหล่งที่มา : https://www.bloggang.com

นุ่มลึกถึงใจ!!!…”ผู้พันเบิร์ด”ตอกชัดลมปากคนนอกจัดพระราชพิธีพันล้าน ถึงแล้วเวลาผู้สืบทอดอย่านิ่งดูดาย

นุ่มลึกถึงใจกับบทความนี้ ผู้พันเบิร์ด หรือพันเอก วันชนะ สวัสดี ที่ได้แชรืผ่านสื่อฟซบุ๊คที่ใช้ชื่อว่า Wanchana Sawasdee ผู้พันเบิร์ด (Fan Page)และอีกหนึ่งหนุ่มคนดังที่ได้ออกมาพูดก่อนหน้านี้ ที่ใช้ชื่อว่า Akira Nopakunkajorn

ผมกำลังพูดถึงอดีตปัจจุบันอนาคต หรือจะเป็น บรรพบุรุษ ตัวเราและลูกหลานแต่ที่เห็นจะเหมาะที่สุดก็น่าจะเป็น ผู้สร้าง ผู้รักษา ผู้สืบทอด
อนาคตข้างหน้า นี่จะเป็นการจารึกร่องรอยทางประวัติศาสตร์เพื่อบอกลูกหลานของเราว่า เราคือประเทศที่มีวัฒนธรรมที่สวยงามอย่างไร ผมกำลังพูดถึงอนาคตของลูกหลานเราครับ

ส่วนอดีตที่บรรพบุรุษของเราสร้างเอาไว้นั้น ก็ได้แสดงออกถึงความเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมที่วิจิตรบรรจงมาแต่เก่าก่อน การสร้างความเจริญนับแต่วันนี้ไปจนถึงอนาคตเราสร้างกันได้ แต่อดีตและวัฒนธรรมที่มีมาแต่ก่อนนั้น เราย้อนกลับไปสร้างไม่ได้อีกแล้ว นี่ผมกำลังพูดถึงอดีตของประเทศของเรา และนี่คือวิถีของประเทศที่มีขนบประเพณี ที่เราต้องการที่จะเก็บรักษาไว้

ส่วนการมองในปัจจุบันนั้น การใช้เงิน 1000 ล้านบาทในครั้งนี้ผมมองว่ามันถูกสร้างขึ้นภายใน1ปีแต่นับจากนี้มันไม่ได้หายไปไหนเลย มันกลับกลายเป็นว่า มันจะอยู่ไปชั่วลูกชั่วหลานต่างหากเพราะนี่คือการส่งมอบมรดกทางวัฒนธรรมของคนรุ่นเราไปสู่ลูกหลานของเรา มันคือความสุขของคนไทยในปัจจุบัน ความสุขมาก ที่ได้แสดงออกซึ่งความจงรักภักดี สุขมากที่ได้แสดงพลังของความสามัคคี สุขมากที่ได้เป็นผู้ให้ เราจึงไม่ว่าและไม่ตำหนิอะไรถึงคนที่วิจารณ์เรื่องงบประมาณในการสร้างเพราะนั่นมันก็อาจจะเป็นความสุขของผู้วิจารณ์ ก็ได้ ที่ผมมองว่าเป็นความสุขของผู้วิจารณ์นั้นเพราะผมไม่เห็นว่าเขาจะทุกข์อะไรเพราะไม่ได้เอาเงินของเขามาสร้าง แต่สิ่งที่เราทำในวันนี้มันก็คือความสุขของเราเช่นเดียวกัน ปัจจุบันคนไทยมีความสุขมากๆที่ได้ทำ วิถีของไทย วิถีของเรา

ผู้พันเบิร์ด หรือพันเอก วันชนะ สวัสดี ชื่อเล่น เบิร์ด (26 สิงหาคม 2515) ตุลาการศาทหารกรุงเทพฯ เป็นทหารบกชาวไทย และเป็นนักแสดง มีชื่อเสียงจากการรับบทเป็นสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในภาพยนตร์เรื่อง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

เป็นประเด็นดราม่าไปแล้วตอนนี้ เมื่อสื่อต่างชาติรายงานข่าวเกี่ยวกับค่าจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ จนมีสาวต่างชาติรายหนึ่งเข้ามาแสดงความเห็นว่าเงินที่เสียไปจำนวนมากนั้นไร้สาระ โดยทางจุดเริ่มต้นนั้นเริ่มมาจากที่ เฟซบุ๊กเพจ CNN International ได้รายงานข่าวเกี่ยวกับพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยในนั้นได้ระบุค่าจัดงานครั้งนี้ว่ามีจำนวนเงินถึง 90 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 2,700 ล้านบาท จากนั้นก็มีสาวรายหนึ่งมาคอมเม้นต์ว่า 90 ล้านเหรียญสหรัฐ??? บ้าไปแล้ว!!! ซึ่งพอหนุ่มไทยรายหนึ่งเห็นคอมเม้นต์ก็ได้ไปตอบกลับเธอแบบที่เรียกได้ว่าตอบแทนคนไทย ตามที่ได้นำเสนอไปแล้วนั้น

สืบเนื่องจากกรณีข้างต้น ทำให้ทุกคนนั้นต่างสงสัยว่าหนุ่มคนดังกล่าวนั้นเป็นใคร โดยทางทีมข่าวนั้นก็ได้ไปเจอ ชื่อ เฟซบุ๊กของหนุ่มคนดังกล่าว ได้ใช้ชื่อว่า Akira Nopakunkajorn โดยหนุ่มคนดังกล่าวนั้นก็ถือว่าเป็นคนไทยอีกคนที่ได้มีโอกาสอาศัยอยู่ต่างประเทศ แต่มีความรักพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นอย่างมาก โดยหนุ่มคนดังกล่าวได้มีการโพสต์ถึง พ่อหลวง โดยระบุว่า

ถึงตัวจะไม่ได้อยู่ในประเทศไทย แต่หัวใจก็หล่อหลอมรวมกับพี่น้องในแผ่นดินเกิด ตั้งแต่เช้าทีวีก็เสนอข่าวการเสด็จสวรรณคตของในหลวง น้ำตาก็ยังไหลออกมา ยิ่งเพื่อนๆต่างชาติต่างส่งข้อความมาแสดงความเสียใจ ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่า พระองค์ยิ่งใหญ่มาก ชาวต่างชาติบอกว่า ท่านเป็นกษัตริย์ที่ไม่เหมือนกษัตริย์ทั่วไป ทำงานเพื่อคนไทย ทั้งๆที่ไม่ต้องก็ได้ และไม่เคยเห็นใครที่กุมหัวใจคนทั้งชาติได้ขนาดนี้ #เรารักในหลวง #ในหลวงจะอยู่ในใจของเราตลอดไป

และล่าสุดบนเฟซบุ๊คของหนุ่งคนดังกล่าวก็ได้มีการโพสต์ถึงกระแสที่กำลังฮือฮาอยู่บนโลกโซเชียลนั้น โดยระบุว่า เรื่องงบ 90ล้านเหรียญ ก็ผ่านไป มีคนไทยมาด่าผมด้วย ว่า “เว่อเกิน shame on you” เออ..แปลกดี แต่ไม่เป็นไร freedom of speech. เพราะดูแล้วเป็นพวก…เอาเถอะ เรามาก้าวข้ามตรงนี้ไป #เรารักในหลวง เราก็ต้องช่วยกันสานปณิธาน ของพระองค์ท่าน นอกจากคำสอนแล้ว โครงการต่างๆ กว่า 4000 โครงการยังต้องการการสนับสนุน ใครทำอะไรได้ก็ขอให้ลงมือทำ คนละนิดคนละหน่อย เวลาทำก็นึกถึงพระองค์ท่าน ผมว่ามีความสุขดี ส่วนผมลงมือไปบ้างแล้ว เดี่ยวจะมาชวนกัน ภายในสัปดาห์นี้ #ร่วมสานปณิธานรัชกาลที่9

แหล่งที่มา : http://www.phandinkerd.com

……อาการและอารมณ์ของอุปจารสมาธิ…..

“….อาการของอุปจารสมาธิคือ ปีติได้แก่อารมณ์ความอิ่มใจเมื่อทำมาถึงตอนนี้อารมณ์จะชุ่มชื่นมาก อารมณ์สะอาดเยือกเย็น มีความเป็นสุขอย่างยอดเยี่ยม ไม่เคยพบความสุขอย่างนี้มาก่อนเลยในชีวิต ตอนนี้เวลาภาวนาลมหายใจจะเบากว่าปกติมาก อารมณ์เป็นสุขร่างกายของนักปฏิบัติที่เข้าถึงระดับนี้ ผิวหนังจะนวลขึ้นเพราะอารมณ์ที่มีความสุขแต่อาการทางร่างกายนี่สิที่ทำให้นักปฏิบัติตกใจกันมากนั่นก็คือ

….๑. อาการขนลุกซู่ซ่า เมื่อเกิดอาการอย่างนี้หรืออย่างอื่นที่กล่าวถึงต่อไปจะมีอารมณ์ใจเป็นสุข ขอให้ทุกท่านปล่อยอาการอย่างนั้นไปตามสภาพของร่างกาย จงอย่าสนใจ เมื่อสมาธิสูงขึ้น หรือลดตัวลงต่ำกว่านั้น อาการอย่างนั้นก็จะหมดไปเอง อาการขนลุกพองถ้ามีขึ้นพึงควรภูมิใจว่า เราเข้าถึงอาการของปีติระดับหนึ่งแล้ว อย่ากังวลอาการของร่างกาย ….

….๒. อาการของปีติขั้นที่ ๒ ได้แก่อาการน้ำตาไหล”

…..๓. อาการของปีติขั้นที่ ๓ คือร่างกายโยกโคลง โยกไปข้างหน้าบ้างข้างหลังบ้างบางคราวโยกแรง จนศีรษะใกล้ถึงพื้น….

….๔. อาการของปีติขั้นที่ ๔ ตามตำราท่านว่าตัวลอยขึ้นบนอากาศ แต่ผลของการปฏิบัติไม่แน่นัก บางรายก็เต้นเหมือนปลุกตัว บางรายก็ตัวลอยขึ้นบนอากาศ เมื่อลอยไปแล้ว ถ้าสมาธิคลายตัวก็กลับมาที่เดิมเอง (อย่าตกใจ)…

….๕. อาการของปีติขั้นที่ ๕ คือ มีอาการแผ่ซ่านในร่างกายซู่ซ่าเหมือนมีลมไหลออกในที่สุดเหมือนตัวใหญ่และสูงขึ้น หน้าใหญ่แล้วมีอาการเหมือนลมไหลออกจากกาย ในที่สุดก็มีความรู้สึกว่าตัวหายไปเหลือแต่ท่อนหัว..

….อาการทั้งหมดนี้ เมื่อเกิดขึ้นอารมณ์ใจจะมีความสุข ฉะนั้น นักปฏิบัติให้ถืออารมณ์ใจเป็นสำคัญ อย่าตกใจในอาการตามที่กล่าวมาแล้วนั้น พอสมาธิสูงถึงระดับฌานก็จะสลายตัวไปเอง ปีตินี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วอารมณ์จะเป็นสุข คือถึงระดับที่สี่ ที่จะเข้าถึงปฐมฌาน ต่อไปก็เป็นปฐมฌานเพราะอยู่ชิดกัน
อัปปนาสมาธิหรือฌาน’…

….ต่อไปนี้จะพูดหรือแนะนำใน อัปปนาสมาธิ คำว่า อัปปนาสมาธิ เป็นสมาธิใหญ่ มีอารมณ์มั่นคง เข้าถึงระดับฌาน ตั้งแต่ฌานที่หนึ่งถึงฌานที่สี่ แต่ก่อนที่จะพูดถึง อัปปนาสมาธิ ขอย้อนมาอธิบายถึงอุปจารสมาธิเล็กน้อยก่อน การที่พูดมาแล้วเป็นการพูดในเรื่องของนิมิตโดยตรงท่านที่ไม่นิยมนิมิตจะไม่เข้าใจ….

…..อุปจารสมาธิระดับสุดท้าย……

….เมื่อจิตเข้าถึงอุปจารสมาธิขั้นสุดท้าย ถ้าผู้ปฏิบัติไม่สนใจในนิมิต หรือสร้างนิมิตให้เกิดขึ้นไม่ได้ ให้สังเกตอารมณ์ใจดังนี้ อารมณ์นี้มีเหมือนกันทั้งท่านที่ถือนิมิตหรือไม่ถือนิมิต คือจะมีความรู้สึกว่ามีอารมณ์ตั้งมั่นทรงตัวดี มีความชุ่มชื่นไม่อิ่มไม่เบื่อในการปฏิบัติ มีอารมณ์เป็นสุขเยือกเย็นมาก ซึ่งไม่เคยพบมาเลยในชีวิต และมีอารมณ์เป็นหนึ่ง กำหนดอารมณ์ไว้อย่างไรอารมณ์ไม่เคลื่อนจากที่ตั้งอยู่ได้นาน ตอนนี้เป็น ฌาน อารมณ์ที่สังเกตได้คือ…

…๑. รู้ลมหายใจเข้า รู้ลมหายใจออก คำภาวนาทรงตัว ไม่ลืมไม่เผลอไม่ฟุ้งไปสู่เรื่องอื่นนอกเหนือจากที่คิดจะภาวนา มีอารมณ์เต็มเปี่ยมด้วยกำลังใจไม่อิ่มไม่เบื่อไม่อยากลุกออกจากที่ มีความสุขหรรษาเป็นพิเศษ ซึ่งไม่เคยมีความสุขใดในชีวิตที่เคยพบมาก่อนเลยมีอารมณ์ตั้งมั่นดิ่งอยู่ในที่เดียวเป็นพิเศษ (ข้อห้านี้เป็นฌาน) หูได้ยินเสียงทุกอย่างชัดเจนมากที่เข้ามากระทบประสาทหู เสียงคนหรือเสียงสัตว์ธรรมดาไม่ใช่เสียงทิพย์ แม้แต่เสียงเครื่องขยายเสียงที่มีเสียงดังมาก ตอนนี้ได้ยินทุกอย่างชัดเจนตามปกติแต่ไม่รำคาญในเสียงนั้นเลย คงภาวนาหรือกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกได้เป็นปกติเหมือนไม่มีเสียงรบกวนลมหายใจจะเบากว่าเวลาปกติจนสังเกตได้ชัดอาการอย่างนี้ท่านเรียกว่า ปฐมฌาน คือ ฌานที่หนึ่ง…

…๒. เมื่อจิตเป็นสมาธิในฌานที่สองมีความรู้สึกดังนี้คือจะรู้สึกว่าคำภาวนาหายไปบางท่านหรือหลายท่านควรจะพูดว่า มากท่านก็คงไม่ผิดเมื่ออารมณ์เข้าถึงฌานที่สองใหม่ๆ อารมณ์ยังไม่ชิน เมื่อขณะที่จิตทรงอยู่ในฌานนี้ จะมีความอิ่มเอิบสุขสบาย จะเผลอตัว เมื่อจิตมีสมาธิลดลง เพราะกำลังจิตถอยสมาธิ จะลดลงอยู่ที่อุปจารสมาธิ ตอนนี้อารมณ์คิด คือความรู้สึกก็เกิดขึ้น เมื่อจิตตั้งอยู่ในฌานจะไม่สามารถคิดอะไรได้ เพราะเอกัคคตารมณ์คืออารมณ์เป็นหนึ่งไม่มีอารมณ์คิดจะทรงตัวเฉยอยู่และไม่มีคำภาวนา คำภาวนานี้ตั้งแต่ฌานที่สองถึงฌานที่สี่จะไม่มีคำภาวนาเมื่อรู้สึกตัวว่าไม่ได้ภาวนาก็จะคิดว่าตนเองหลับไปหรือเผลอไป ความจริงไม่ใช่ ซึ่งเป็นอาการของฌานที่สอง…

…๓. เมื่อจิตมีสมาธิเข้าถึงฌานที่สาม ตอนนี้จะรู้สึกว่า ลมหายใจเบาลงมาเกือบไม่รู้สึกว่าหายใจ แต่ความจริงยังรู้สึกถนัดอยู่แต่เบามากนั่นเอง อาการทางร่างกายจะรู้สึกเหมือนเกร็งไปทั้งร่าง แต่ความจริงร่างกายเป็นปกติ แต่ที่มีความรู้สึกอย่างนั้นเป็นอาการของสมาธิ เสียงภายนอกที่เข้ามากระทบหูเกือบไม่ได้ยินเสียงนั้นเลยได้ยินแต่เบามาก จิตทรงอารมณ์เป็นหนึ่งสงัดดีมากเป็นพิเศษ อย่างนี้เป็นอาการของฌานที่สาม..

…๔. อาการของฌานที่สี่ เมื่อจิตเข้าถึงฌานที่สี่ ฌานสี่นี้มีสองขั้นคือ หยาบ กับ ละเอียด สำหรับฌานหนึ่ง สอง สาม นั้น แต่ละฌานมีสามชั้นคือ หยาบ กลาง ละเอียด ที่ไม่อธิบายไว้ ก็เพราะกลัวจะเฝือ เพราะเมื่อฝึกได้ใหม่ยังไม่มีกำลังใจที่แน่นอน ประเดี๋ยวได้ประเดี๋ยวสลายตัวอธิบายละเอียดเข้าแทนที่จะเป็นผลดี จะกลายเป็นอาหารผสมยาพิษไปจุกจิกใจเข้าเลยเลิกดีกว่า..

….เป็นอันว่ารู้กันว่าเป็นฌานชั้นที่สี่ก็พอ ฌานอื่นๆ พอรู้ว่าถึงฌานก็พอ จงอย่าลืมว่าเมื่อถึงฌานแล้วเวลาไม่นานก็พลัดจากฌาน คืออารมณ์ลดลงมาที่อารมณ์ปกติ ให้คิดว่าเราถึงฌานได้แล้วจะอยู่นานหรือไม่นานก็ช่าง เป็นอันว่าเราเข้าถึงธงชัยแล้วก็ดีถมไป วันนี้ฌานสลายตัววันหน้าเวลาหน้ายังมีอีก เมื่อเรายังไม่ตายเพียงใด เราก็เล่นเพลิดเพลินในฌานให้อารมณ์เป็นสุข เพื่อเพราะกำลังสมาธิไว้เป็นกำลังช่วยตัดกิเลสในโอกาสหน้าต่อไป

….เลอะเทอะมาเสียนาน ตอนนี้เข้าตอนฌานสี่กันเถอะ เมื่อจิตเข้าถึงฌานสี่หยาบตอนนั้นจะมีความรู้สึกว่า ลมหายใจหายไป ไม่รู้สึกว่าหายใจ แต่ที่จริงแล้วลมหายใจยังมีตามปกติแต่ทว่าจิตไม่รับทราบว่าร่างกายทำอะไร หายใจหรือไม่ จิตใจย่อมไม่รับรู้ตามท่านพูดว่าจิตกับประสาทแยกกันเด็ดขาด แต่ตอนฌานสี่หยาบนี้จิตแยกออกจากประสาทจริงแต่ยังไปไม่ไกลนัก ฉะนั้นเมื่อมีเสียงดังขนาดเครื่องขยายเสียงที่ดังมากๆ ตั้งอยู่ใกล้หูยังพอได้ยินแว่วๆ เหมือนอยู่ไกลกันมาก..

…เมื่อจิตเข้าถึงฌานสี่ละเอียด ตอนนี้สบายมาก เพราะไม่รู้อะไรเลย (ไม่ใช่หลับ) ภายในกำลังของจิตเข็มแข็งมาก มีความสว่างโพลง แต่จิตไม่ยอมรับรู้เรื่องของประสาทเลย ไม่ว่าเสียงหรือการกระทบกาย จิตไม่ยอมรับทราบด้วยประการทั้งปวง อาการของฌานสี่ที่ละเอียดเป็นอย่างนี้…

….ที่นำอาการของฌานมากล่าวไว้ที่นี้ก็เพราะว่าการปฏิบัติในหมวดสุกขวิปัสสโก ก็ทรงฌานเหมือนหมวดอื่นเหมือนกัน เพื่อนักปฏิบัติจะได้ทราบอาการเอาไว้ เพราะมีผู้มาถามเรื่องอาการของฌานนี้นับรายไม่ถ้วน บางรายถามแล้วถามอีกถามบ่อยๆ ชักสงสัยว่าทำจริงหรือเปล่า เพราะผู้ทำจริงเขาไม่ถามบ่อย เมื่อถามแล้วเอาไปปฏิบัติได้แล้วรู้เรื่องก็ไม่มีเรื่องถามต่อไป…”.

หนังสือวิธีฝึกกรรมฐานด้วยตนเองแบบง่ายๆ หน้า ๒๕ – ๓๐ โดยหลวงพ่อฤาษีฯ วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี..

แหล่งทีมา : http://palungjit.org

ค้างผักในรูปเเบบต่างๆ
การที่เราจะทำรูปเเบบค้างผักนั้น จำเป็นต้องตรวจสอบดูสภาพเเวดลอมของพื้นที่ ที่ตัวเองอยู่ว่าจะเหมาะกับค้าผักเเบบนั้น ซึ่งวันนี้ นายเกษตรก็ได้รวบรวม ลักษณะต่างๆมาให้ชม ว่าเเต่ละชื่อมีชื่อว่าอย่างไร การใช้งานเหมาะกับเเบบไหน ไปดูกันเลยครับ

1. ค้างแบบเสาคู่ ; ให้ผลผลิตที่สูง และเก็บผลผลิตง่ายการจัดการต่างๆ สะดวกสบาย ค้างมีความสมดุล ไม่หนักข้างใดข้างหนึ่งจนทำให้เสาล้ม แต่ทิศทางแถวในการปลูกควรอยู่ในแนวทิศตะวันออก-ตะวันตก เพราแสงจะได้ส่องทั่วถึง

2. ค้างแบบตัว A ; ค้างแบบนี้ทำง่ายลงทุนไม่มากให้ผลผลิตที่ดีในช่วงแรกๆ แต่พอนานๆไป การจัดการเรื่องการตัดแต่งเก็บผลผลิตยากลำบาก เนื่องจากต้นถั่วดาวอินคาที่ใหญ่เถาพันกันมากขึ้น

3. ค้างแบบกระโจม ; ค้างแบบนี้คล้ายคลึงกับ แบบตัว A คือ ให้ผลดีในช่วงแรกๆ แต่พอนานๆ ไป การจัดการเรื่องการตัดแต่ง เก็บผลผลิตยากลำบาก เนื่องจากต้นถั่วดาวอินคาที่ใหญ่ เถาพันจะยาวขึ้นไปรวมกันที่ด้านบน

4. ค้างแบบตัว H ; ค้างแบบตัว H ค้างแบบนี้มักพบในแปลงเพาะปลูกที่มีการลงทุนสูง การจัดการดีวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้เป็นเสาปูน หรือโลหะ สามารถใช้ได้นาน ข้อดีคือเก็บผลผลิตได้มาก และเก็บได้นาน

5. ค้างแบบตัว T; เหมาะสำหรับพื้นที่เชิงเขา ไม่ราบเรียบ แต่สามารถประยุกกต์ใช้กับพื้นที่ราบได้เช่นกัน ข้อดีคือ สามารถจัดการได้ง่าย สะดวกในการเก็บผลผลิต ต้องตัดแต่งโคนต้นด้านล่างให้โล่ง และอาจเพิ่มจำนวนเส้นลวดบนเสาได้

6. ค้างแบบเสารั้ว ; พบง่ายได้ทั่วไป และพบมากที่สุด เพราะทำง่าย ให้ผลผลิตที่ดี แต่เมื่อผ่านไป 2 – 3 ปี จะมีปัญหาเรื่องเถาถั่วดาวอินคาที่ยาว ต้องตัดแต่งบ่อยๆ และอาจจะแปลงกลายเป็นแบบหมากฮอตในที่สุด

 

7. ค้างแบบตารางหมากฮอต ; ค้างแบบตารางหมากฮอต ค้างแบบนี้เป็นแบบสุดท้าย ในทุกๆแบบ เพราะเมื่อเวลาผ่านไป ต้นถั่วดาวอินคาจะมีขนาดใหญ่ เถาถั่วจะเยอะมาก ยาวพันกันไปทั่วสานกันจนกลายเป็นหลังคาทึบ การตัดแต่งกิ่งจะยากลำบาก ค้างแบบนี้ควรมีการตัดแต่งกิ่งที่ไม่มีผล หรือเล็กลีบออก เพืื่อให้โปร่ง แสงแดดส่องถึงป้องกันการเกิดเชื้อรา

มาดูตัวอย่างกันครับ

เป็นไงกันบ้างล่ะครับ สำหรับค้างผักเเบบต่างๆที่นายเกษตรนำมาฝาก มีชื่นชอบซักอันเหลือป่าว สำหรับท่านใดที่ยังไม่เคยทำก็ลองทำดูน่ะครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อทุกๆท่านน่ะครับ หากชื่นชอบเรื่องราวการเขียนบทความของนายเกษตร ก็อย่าลืมกดติดตามเเฟนเพจ เเนวทางเกษตรเกร็ดความรู้

ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

แหล่งที่มา : http://kaset-lifestyle.com

ชมภาพหาดูได้ยากของพ่อหลวงที่เราส่วนใหญ่อาจจะยังไม่เคยได้เห็นกันมาก่อน และต้องดูเป็นบุญตาสักครั้งในชีวิต ตั้งแต่พระองค์ทรงพระเยาว์ และยังทรงงาน กิจกรรมหลายอย่างที่เราเองก็ยังไม่เคยรู้เลยว่า พระองค์ทรงเป็นนักปฏิบัติและไม่เคยหยุดนิ่ง แต่ละภาพสะท้อนความอ่อนโยนของพระองค์เป็นอย่างมาก

พระสูติบัตรของในหลวงรัชกาลที่ 9

ใบทะเบียนสมรสของในหลวงรัชกาลที่ 9-พระราชินี

ลายพระราชหัตถเลขาของในหลวงสมัยทรงพระเยาว์ทรงส่งให้สมเด็จพระอัยยิกา

ความทรงจำเมื่อครั้งทรงพระเยาว์กับสมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

ความทรงจำเมื่อครั้งทรงพระเยาว์

“ข้าพเจ้าอยากเห็นน้องใกล้ๆ และอยากแตะต้อง แต่ที่โรงพยาบาลเขาก็ให้ดูเพียงหลังกระจกที่กั้นห้องเด็กไว้ เมื่อกลับมาบ้านแล้วข้าพเจ้าได้ถามแหนนว่า “น้องคนใหม่นี้พูดไทยได้หรือเปล่า”ความตอนหนึ่งในงานพระนิพนธ์ เจ้านายเล็กๆ-ยุวกษัตริย์,โดยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

แมวทรงเลี้ยงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ติโตแมวเพศผู้ พันธุ์วิเชียรมาศที่สมเด็จย่าทรงเลี้ยงคู่กับ ติต้า เพศเมีย เมื่อครั้งประทับอยู่ที่ ตำหนักเมืองโลซาน ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ประมาณปี พ.ศ. 2487

“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

แหล่งที่มา : http://cannews.in

คนที่จะลาออกจากงานมาทำเกษตรต้องวางแผนล่วงหน้าให้ดี มีบางท่านมาคุยกับผมว่า อีก7-8 เดือนจะเกษียณอายุ มีเงินก้อนหนึ่ง อยากไปหาซื้อที่ทำเกษตรที่บ้านเกิดบ้าง แต่ที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือคนที่จะลาออกจากงานหรือคนที่จิตใจไม่อยู่กับที่ทำงานในบริษัท หรือหน่วยงานราชการ บุคคลประเภทนี้จะต้องมีการวางแผนอย่างรัดกุมเพราะ ทำเกษตรแบบเต็มตัว นั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบหรือปูด้วยพรมบนแคทวอล์คนะครับ หากต้องการมาเป็นเกษตรกรจริงๆแล้วต้องเตรียมความพร้อมหลายอย่าง

ปัจจัยที่ต้องพิจารณานั้นมีหลายประการ อะไรบ้าง มาดูกันเลย…

1. คุณต้องมีที่ดิน

เดี๋ยวนี้มีที่ดินเพียง 1-2 ไรก็รวยได้ อยู่ที่เราวางแผนจะใช้ที่ดินนั้นทำอะไร เรามี 50 ไร่ ปลูกพืชเชิงเดียว อาจจะจนมากกว่า…คนที่ทำเกษตรแบบผสมผสานเพียง 1 ไร่ ก็ได้

1 ไร่ 3 แสน เป็นเรื่องที่เป็นได้แน่นอนทำมาแล้ว ขออย่างเดียวให้มีน้ำ ถ้ามีน้ำ คือ มีชีวิตที่ดีขึ้นแน่นอน ถ้าฝนตกเรามีที่เก็บไว้ได้หมดเราจะมีน้ำเพียงพอใน 1 ปีแน่นอน

2. คุณต้องมีทุน มีเงินสำรอง

เป็นปัจจัยที่สำคัญไม่น้อยลาออกมาแล้วจะกินอะไร เอาเงินที่ไหนใช้จ่าย การจะทำเกษตร ต้องมีเงินลงทุน ถ้าเกิดเราไปเช่าที่ดินเขาทำ เราก็ต้องเสียค่าเช่า เสียค่าแรงคนงาน เสียค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าอุปกรณ์การเกษตร ต่างๆนานา ถ้าไม่มีทุนแล้วเวลาออกมาทำเกษตรโดยตรง ก็ต้องกู้หนี้ยืมสินเขา

ถามว่ามีเท่าไหร่ถึงจะพอ ยิ่งถ้ามีภาระทางครอบครัวแล้วคิดให้หนัก ต้องเตรียมปรับปรุงดิน วางแผน ปลูกต้นไม้แบบค่อยๆไปตามเวลาอย่างน้อย 1-2 ปี พอลาออกปุ๊บเก็บผลผลิตขายได้เลย แต่ถ้าไม่วางแผนหรือทำล่วงหน้าไว้ก่อน… ท่านครับเป็นลูกจ้างเหมือนเดิมดีกว่า

3. มีใจสู้และกำลัง

ใจนั้นสำคัญ ถ้ามีใจก็มีชัยไปครึ่งหนึ่ง ที่สำคัญถ้าอยู่ไม่ได้ต้องออกแน่ อยากให้ทุกคนปลูกไม้บำนาญตามขอบเขตของที่ทาง เช่น ยางนา พะยูง ตะแบก เป็นต้น จะได้ผลตอบแทนมากกว่าดอกเบี้ยของธนาคารใดๆ ในโลกนี้ ก่อนลาออกต้องถามใจตัวเองก่อนว่า ทนตากแดดตากฝน เท้าติดดิน มือแตก ได้ไหม

และอีกอย่างก็คือ แรงกำลังของเรา อันนี้คนที่เกษียณอายุควรคิดให้มาก ยิ่งอายุมากกำลังวังชาถดถอย เคยขุดดินได้ก็เริ่มขุดไม่ไหวอย่าคิดว่ามีเงินจ้างเขาทำชี้นิ้วสั่งก็ได้ แบบนี้เก็บเงินไว้ให้ลูกหลานใช้ดีกว่า บางคนมีเงินลุยทำเกษตรตั้งชื่อฟาร์มเสียโก้หรู โดนลูกน้องหลอกมาหลายราย สุดท้ายก็เป็นฟาร์มที่ใช้เงินสร้างไม่ได้ สร้างด้วยกำลังกาย กำลังใจ

4. เวลา

ทำเกษตรต้องทำได้ทุกเวลา ทำงานประจำ ทำแค่ 8-10 ชั่วโมง แต่การทำเกษตร คุณต้องขยันมากกว่านั้น วันหยุดไม่มีหรอก และในบางครั้งเราอาจจะประสบกับความเสี่ยงทุกสถานการณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถจะไปหยุดยั้งภัยธรรมชาติได้ ฝนตก น้ำท่วม ลมพายุ และความแห้งแล้ง ไม่สามารถควบคุมได้

5. คุณต้องความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตร

อย่าเพิ่งรีบลาออก ต้องเรียนรู้เพื่อเตรียมความพร้อมก่อน ที่ดิน ทุน ใจ กำลัง หาได้สร้างได้ แต่…ความรู้ ต้องมี เพื่อเป็นพื้นฐานระหว่างที่ทำงานอยู่หาความรู้ไปด้วย สะสมเงินทุน ที่ดินไปก่อน อย่าเพิ่งตัดสินใจลาออกกะทันหัน เพราะตอนที่เราทำงานอยู่ เราสามารถใช้เวลาว่างหาความรู้ได้เต็มที่ เช่น อยากปลูกมะนาว อยากปลูกพริก อยากปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เราต้องรู้ว่าควรทำอย่างไร เพราะมันไม่ใช่ว่า ปลูกแล้วรอเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เลยนะ อย่างน้อยก็ต้องรู้เรื่องโรคและแมลง รู้วิธีกำจัด

ไม่มีพรสวรรค์สำหรับทุกคน แต่ถ้ามีพรแสวงรับรองพออยู่ พอกิน พอใช้แน่นอน การเสาะแสวงหามีความรู้นั้นไม่ยาก ต้องตั้งโจทย์ก่อนว่า คุณอยากทำอะไร สนใจอะไร หาความรู้ไว้ก่อน ยิ่งมีสื่ออินเทอร์เน็ต ยิ่งสะดวกสบายใหญ่ค้นข้อมูลแป๊บเดียวก็ได้แล้ว แต่อย่าเชื่อจนหมด เราต้องปฎิบัติจริงแล้วปรับมาใช้กับบริบทของตนเอง ต้องนำหลักกาลามสูตรของพระพุทธเจ้ามาใช้

โดยเฉพาะนักวิชาการบางคนรู้แต่ทฤษฎีไม่เคยลงมือทำ อย่าเชื่อปราชญ์เพราะบางคนเป็นปราชญ์โปรโมท เชื่อเขาทั้งหมดทำตามหมดก็เจ๊งได้ อย่าเชื่อเพราะผมเป็นครู ผมอาจจะนำคติส่วนตัวมาสอน จงเชื่อตัวเราเองที่ได้นำความรู้จากที่ต่างๆ มาตกผลึกจนเป็นของเราเอง

ทำเกษตรแบบเต็มตัว ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด…

แหล่งที่มา : https://naykhaotom.com

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม เฟซบุ๊ก Kanok Ratwongsakul Fan Page ของ กนก รัตน์วงศ์สกุล ได้โพสเรื่องราวของหญิงสาวรายหนึ่งระบุว่า…

เรื่องเล่าจากฝากฟ้า ตอน แขกของพระราชา Cr. Chom Chommy

วันที่ 27 ตุลาคม หลังจากนั่งกลางแดด รอส่งเสด็จพ่อหลวง มาตั้งแต่วันที่ 25 ทำให้ไม่อยากไปบินไฟลท์แรกข้ามคืนในคืนนี้เลย ชั้นคิดวนไปวนมาอยู่นานว่าจะลาป่วย ดีไหม พอดีสไลด์เฟสบุ๊คไปเห็น หน้าที่แชร์ พระราชดำรัสในหลวง “เสียใจได้ แต่ต้องไม่ลืมหน้าที่” ข้อความนี้ กระตุ้นจิตสำนึกถึงความรับผิดชอบ ชั้นจึงไม่ลังเลที่จะรีบกลับมาแต่งตัวไปบินในคืนนั้น เมื่อมาเซ็คอิน ก็ได้รับแจ้งว่า เที่ยวบินในค่ำคืนนี้ จะให้การต้อนรับ แขก vip ของรัฐบาล

ผู้โดยสาร ท่านสุดท้ายที่มาขึ้นเครื่อง มาพร้อมกับเจ้าหน้าที่ มากมาย มารอส่งท่าน vip ท่านนี้ ท่านขึ้นมาบนเครื่องพร้อมกับพวงมาลัยที่งดงามมากพวงหนึ่ง ทำให้พวกเราทราบทันทีว่า ท่านคือ ตัวแทนของประเทศ ที่มาร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ รัชกาลที่ ๙ และท่านก็เป็น เกสท์ ในโซนที่ชั้นรับผิดชอบอยู่พอดี บทสนทนา ระหว่าง ชั้น และ เกสท์ vip

ท่านผู้นำแขก : Yesterday when i went to the royal cremation of the late king, i saw many Thais on sides of the streets, they stayed there for long? Even it rained heavily ppl still there?
Me: yes, sir we went and stayed there for many days ago just to pay respect to the king for the last time. We stayed there no matter it sun or rain,sir.
ท่านผุ้นำแขก : Your people love your late king very much?
Me: With all our hearts,sir For us, He’s just not the king, he’s the spirit if the nation, he’s the soul of the country and most of all he’s the Father of all Thais.
ชั้นเห็น รอยยิ้มในแววตาของท่านผู้นำแขก ซึ่งในใจคงชื่นชมว่า. ผู้ชายคนหนึ่ง จะเป็นทีรักและศูยน์รวมจิตใจของคนจำนวนมากมายมหาศาลอย่างนี่เชียวหรือ

ขณะเครื่องลดระดับลง
Me: Thank you very much, sir It’s been our great honor to have you attending the royal funeral and our honor the take you back home,sir
ท่านผู้นำแขก : No no no, it is actually my honor to be here to see how Thai people love your King Bhumibol .Thank you very much.Thank you.
ความแตกต่างทางภาษา ศาสนา การเมือง และวัฒนธรรม มิได้เป็นเครื่องปิดกั้น ความรักอันยิ่งใหญ่ หากใช้จิตใจสัมผัส
ชั้นรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยื่ง ที่ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของชั้นครั้งนี้ คือการมีส่วนร่วมดูแลแขกของพระราชา
#ชั้นเกิดในรัชกาลที่ ๙ #kingbhumibol”

แหล่งที่มา : http://www.tnews.co.th