ลำปาง – เถ้าแก่แผงพระสารภี เชียงใหม่ เห็นข่าวรีบติดต่อคืน “พระพุทธรูปหยกขาวพม่า” พระพุทธรูปอายุกว่า 100 ปี คู่วัดศรีรองเมือง บอก “หนานน้อยหมอดู” เอามาขายให้ในราคา 1 หมื่นบาท ขณะที่ ตร.เร่งล่าหนานน้อย ตัวแสบ พร้อมหญิงคู่หู คาดยังหลบอยู่เชียงใหม่

วันนี้ (30 พ.ย.) พ.ต.อ.กฤษดา พันธ์เกษม ผกก.สภ.เมืองลำปาง พร้อมด้วยตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองลำปาง ได้นำพระพุทธรูปหยกขาวพม่า ปางสมาธิ หน้าตักกว้างประมาณ 1 ฟุต อายุกว่า 100 ปี ที่ถูกคนร้ายขโมยไปจากวัดศรีรองเมือง ต.สบตุ๋ย อ.เมืองลำปาง เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 26 พ.ย.ที่ผ่านมา คืนให้แก่ พระอธิการชลฌาทิศ เจ้าอาวาสศรีรองเมือง เพื่อนำกลับไปประดิษฐานที่วัด ให้ประชาชนได้กราบไหว้สักการะต่อไป

หลังจากชุดสืบสวน สภ.เมืองลำปาง ได้ติดตามหาเบาะแสคนร้าย 2 ผัวเมีย ที่เข้ามาขโมยพระพุทธรูปหยกขาวพม่า ซึ่งเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่คู่วัดมากว่า 100 ปีไป กระทั่งเย็นวานนี้ (29 พ.ย.) เจ้าของแผงพระเครื่องย่าน อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ที่รับซื้อพระพุทธรูปหยกขาวจากคนร้ายในราคา 1 หมื่นบาท เห็นข่าวที่สื่อมวลชนนำเสนอจึงได้ติดต่อมายัง สภ.เมือง ลำปาง

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองลำปาง จึงได้เดินทางไปตรวจสอบ และก็พบว่า เป็นพระพุทธรูปหยกขาว ที่หายไปจริง จึงได้ทำการสอบสวนเจ้าของแผงพระดังกล่าว จนทราบว่า คนร้ายที่นำพระพุทธรูปหยกขาว มาขายให้ คือ นายบุญทอง วงคำตัน อายุ 53 ปี หรือที่คนในวงการแผงพระรู้จักในชื่อ “หนานน้อยหมอดู” เป็นชาวบ้านในพื้นที่ ต.สบตุ๋ย อ.เมืองลำปาง

จากประวัติ หนานน้อยหมอดู เคยติดคุกในข้อหาอนาจาร และเพิ่งออกจากคุกมาเมื่อปี 2559 แต่กลับมาก่อเหตุขโมยพระพุทธรูปในครั้งนี้อีก ส่วนหญิงที่มาร่วมก่อเหตุคาดว่าจะเป็นภรรยา ซึ่งยังไม่ทราบว่ามีภูมิลำเนาอยู่ที่ไหน โดยขณะนี้ทาง จนท.ตำรวจกำลังเร่งหาตัว 2 คนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายข้อหาลักทรัพย์ และคาดว่าทั้งคู่ยังคงอยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่

ทั้งนี้ พระอธิการชลฌาทิศ เจ้าอาวาสวัดศรีรองเมือง กล่าวว่า เดิมพระพุทธรูปหินหยกขาวพม่า ปางสมาธิ ประดิษฐานอยู่กับวัดมาร่วม 100 ปี เท่าๆ กับอายุวัดศรีรองเมือง ที่สร้างขึ้นมาเมื่อปี 2443 ปกติจะประดิษฐานไว้บริเวณด้านหน้าพระประธานในพระวิหาร ซึ่งมีแผงเหล็กปิดล้อมรอบ

กระทั่ง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีญาติโยมนำซุ้มไม้เก่ามาถวาย แต่ไม่มีพระพุทธรูป และด้วยที่ต้องการให้พุทธศาสนิกชนได้สักการะพระพุทธรูปหยกขาว จึงได้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ในซุ้มไม้ดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 3 ต.ค. และมีกำหนดจะนำกลับเข้าประดิษฐานที่เดิมในสิ้นเดือนนี้

แต่ปรากฏว่า ช่วงเวลา 17.38 น. ของวันที่ 26 พ.ย.2560 ได้มี 2 ผัวเมียขี่รถจักรยานยนต์คล้ายยี่ห้อฮอนด้า สีดำ เข้ามาที่วัด ไม่เห็นป้ายทะเบียน เนื่องจากทั้ง 2 คน จอดรถอยู่ไกลจากที่กล้องวงจรปิดจับภาพไว้ได้ หลังจากนั้น ทั้ง 2 คน ได้เดินขึ้นไปพระวิหาร

โดยผู้ชายซึ่งเป็นสามี มีลักษณะอ้วน อายุประมาณ 40-50 ปี สวมเสื้อแขนยาวทั้งคู่ ได้เดินเข้าไปพร้อมถุงใบใหญ่ ก่อนที่จะไปนั่งที่หน้าพระพุทธรูปแล้วอุ้มพระพุทธรูปใส่ในถุง และรูดซิป แล้วอุ้มด้วยความทุลักทุเลออกจากประตู โดยมีภรรยาเดินลงบันไดไปก่อนเพื่อดูลาดเลา ก่อนที่ทั้งคู่จะอุ้มพระพุทธรูปขี่รถจักรยานยนต์ออกจากวัดไป

พระอธิการชลฌาทิศ กล่าวเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ ตนเองเคยเห็น 2 ผัวเมียมาครั้งหนึ่งแล้ว โดยเข้ามาเหมือนนักท่องเที่ยวมาสอบถามข้อมูลวัด ถามจำนวนพระ และดูบริเวณวัด ซึ่งทราบว่า ทั้งคู่เป็นคนเมือง เนื่องจากตนเองสนทนาด้วยภาษาคำเมือง จนกระทั่งมาดูกล้องวงจรปิดจึงจำหน้าได้

แหล่งที่มา : https://mgronline.com

ซึ้งใจคนไทยไม่ทิ้งกัน! ครูหนุ่มโพสต์ขอรับบริจาคเงิน 3 หมื่นกว่าบาท เพื่อเดินไฟฟ้าให้เด็กนร.บนดอยสูง ที่เชียงราย ที่อ่านหนังสือต้องจุดเทียน ผู้คนหลั่งไหลร่วมสมทบทุนช่วย ทำความฝันใกล้เป็นจริง

วันที่ 29 พ.ย. 60 หลังจากมีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ ” Tu You ” ได้โพสต์ขอความช่วยเหลือ เพื่อซื้อเสาไฟและอุปกรณ์เดินสายไฟ เพื่อให้เด็กนักเรียนได้ใช้อ่านหนังสือในเวลาค่ำ ตามโครงการ “แบ่งปันน้ำใจ มอบแสงไฟให้น้อง” มีใจความว่า “ชีวิตความเป็นครูดอย ตลอดระยะเวลา 13 ปี ที่ผ่านมา ได้อยู่บนชายแดนช่วยเหลือนักเรียนตลอด ท่ามกลางความเจริญก้าวหน้า ไทยแลนด์ ยุค 4.0 ก็ยังมีเด็กนักเรียนต้องใช้แสงเทียน อ่านหนังสือทำการบ้าน ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณท่านผู้นำ หน่วยงานต่างๆ ก่อนนะครับ ที่ทำการช่วยเหลือครอบครัวเด็กเหล่านี้ เบื้องต้น เนื่องด้วยหมู่บ้านของผมที่สอนอยู่ ประชากรมีมาก ที่ปลูกสร้างบ้านจึงไม่มี ครอบครัวของเด็กเหล่านี้หลายหลังคาเรือนจึงตัดสินใจ พาเด็กๆ ไปปลูกบ้านที่ไร่ของตัวเอง ซึ่งอยู่ไกลหมู่บ้านพอสมควร ทางการก็ไม่ได้ทอดทิ้ง ในฐานะที่ผมเป็นครูประจำชั้นได้ไปเยี่ยมบ้านเด็กๆ ได้ร่วมรับประทานอาหาร และได้พูดคุยถึงทุกข์สุข ของครอบครัวเด็กเหล่านี้ และเด็กเหล่านี้เป็นเด็กดี ตั้งใจเรียน และช่วยเหลือกิจกรรมโรงเรียนอย่างดี

ผมได้เห็นแทบน้ำตาร่วง สิ่งที่เด็กๆเหล่านี้ทำหลังเลิกเรียน คือ เด็กๆ อ่านหนังสือ ทำการบ้าน ท่ามกลางแสงเทียน การบ้านที่ครูมอบหมายให้ เห็นแล้วสะท้อนใจ เลยคิดทำโครงการ “แบ่งปันน้ำใจ มอบแสงไฟให้น้อง” เพื่อได้มอบโอกาสดีๆ ให้เด็กๆเหล่านี้ และขอน้ำใจเล็กๆ น้อย เพื่อให้เด็กเหล่านี้มีไฟฟ้าใช้ ค่าใช้จ่าย ในการคำนวณ สายไฟ เสาไฟ ก็ใช้ประมาณ สามหมื่นกว่าบาท และใครที่จะจิตอาสา มาช่วยต่อสายไฟ เสาไฟ ก็ร่วมได้ครับ ผมคิดว่า การมอบแสงสว่างให้คนคน ให้เด็กๆ คงเป็นกุศลใหญ่ ร่วมทำบุญได้ครับ ”

ผู้สื่อข่าวได้สอบถาม นายสายัณห์ ขิไสยา อายุ 38 ปี ซึ่งเป็นผู้โพสต์ข้อความดังกล่าว เผยว่า ตนเองเป็นครูอยู่ที่โรงเรียนบ้านห้วยหาน ม.9 ต.ปอ อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย ซึ่งเป็นโรงเรียนเขตพื้นที่พิเศษบริเวณชายแดนของจังหวัดเชียงราย และมีโอกาสไปตรวจเยี่ยมเด็กนักเรียน และพบว่า เด็กนักเรียนจำนวน 5 ครอบครัว ที่สร้างบ้านอยู่ใกล้เคียงกัน มีเด็กตั้งแต่ 3-14 ขวบ รวมประมาณ 7-8 คน ต้องอยู่อาศัยโดยไม่มีไฟฟ้าใช้ เวลากลางคืนจะต้องจุดเทียนเพื่ออาศัยแสงสว่างในการทำการบ้าน และอ่านหนังสือทบทวนความรู้ จึงคิดโพสต์ขอรับบริจาคเพื่อหาเงินไปซื้อเสาไฟ สายไฟ และอุปกรณ์อื่นๆ ซึ่งหลังจากโพสต์ไปเมื่อเช้าวันเสาร์ ที่ 25 พ.ย. ที่ผ่านมา ก็มีผู้คนจากทั่วสารทิศแสดงความประสงค์บริจาคเงินร่วมสมทบทุนจำนวนมาก จนเกือบครบตามจำนวนที่ต้องการ คือ 3 หมื่นกว่าบาท และในวันพรุ่งนี้ก็จะไปติดต่อการไฟฟ้า สาขาเวียงแก่น และซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นเพื่อมาดำเนินการติดตั้งสายไฟ ให้ครอบครัวของเด็กนักเรียนโดยเร็วที่สุด และขอขอบคุณผู้มีน้ำใจทุกท่านที่ร่วมบริจาคช่วยเหลือ

แหล่งที่มา : https://www.thairath.co.th

แม่ค้าเผยเคล็ดลับขายดี “ก๋วยเตี๋ยวกะละมัง” หน้าโรงเรียนสันกำแพง เมืองเชียงใหม่ ลูกค้าแห่ลิ้มลอง เนื้อ สด เปื่อย นิ่มชวนลิ้มลอง ลูกชิ้นจัมโบ้ ไม่มีแป้งผสม ลูกค้าทั่วสารทิศแห่กินแน่นร้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 30 พ.ย. 60 ทราบข่าวว่ามีผู้คนแห่กันไปกินก๋วยเตี๋ยว ชื่อร้าน “ก๋วยเตี๋ยวกะละมัง” ตั้งอยู่ติดถนนสายสันกำแพง-ป่าไผ่ หน้าโรงเรียนสันกำแพง เลขที่ 88/10 หมู่ 7 ต.ทรายมูล อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ จึงไปพิสูจน์รสชาติ หาความจริง พอไปถึงก็นั่งรอจนแขกที่ไปรับประทาน “ก๋วยเตี๋ยวกะละมัง” ในร้านเบาบางลงบ้าง และออกจากร้านไปบ้าง เพราะเจ้าของต้องปรุงก๋วยเตี๋ยวให้ลูกค้า

นางณัฐพร กันทะวงค์ อายุ 36 ปี เจ้าของ “ร้านก๋วยเตี๋ยวกะละมัง” ดังกล่าว เล่าให้ฟังว่า “ร้านก๋วยเตี๋ยวกะละมัง” เปิดมาตั้งแต่ร้านเป็นกระต๊อบ จนถึงปัจจุบันนี้เปิดมาได้ 12 ปีกว่าแล้ว

“ในชามกะละมัง ประกอบไปด้วย มีเส้นก๋วยเตี๋ยว 8 ขีด เนื้อรวม 3 ขีด ลูกชิ้นจัมโบ้ 3 ลูก ผ่าแบ่ง 4 ชิ้น (ลูกชิ้นใหญ่เท่ากำปั้น) ผักสด 3 ขีด รวมแล้วได้ 1.7 กิโลกรัม รับประทานได้ 6 คน ต่อ 1 ชาม (มีถ้วยแบ่งให้พร้อม) ชามละ 299 บาท แถมน้ำขวดให้ 1 ขวด ขนาด 1.25 ลิตร นอกจากนั้น ถ้าเป็นลูกชิ้นเล็กธรรมดา ชามเล็ก 35 บาท ชามพิเศษ 40 บาท ถ้าเป็นลูกชิ้นจัมโบ้ชามละ 50 บาท และมีเกาเหลาข้าวเปล่า ลูกค้าแห่กันมาเต็มร้านทุกวัน ซึ่งลูกค้ามาจากในเมืองเชียงใหม่ และอำเภอใกล้เคียง”

นางณัฐพร ยังบอกด้วยว่า ทุกวันนี้จะมีพี่สาว และญาติต่างช่วยกัน โดยร้านเปิดบริการวันจันทร์-วันเสาร์ เวลา 09.00 – 16.00 น. ขายได้ต่ำสุดประมาณวันละ 5,000 บาท บ้างก็ขายได้มากกว่า จากนั้นผู้สื่อข่าวได้ลองชิมรสชาติ อร่อยสมคำร่ำลือ เส้นก๋วยเตี๋ยวนุ่มลูกชิ้นลูกเป็นเนื้อแท้ๆ ไม่มีแป้ง เนื้อเปื่อยนุ่ม นอกจากนั้นแล้วแต่ลูกค้าว่าจะสั่ง เนื้อสด เนื้อเปื่อย เครื่องใน หรือ เกาเหลา สุดแล้วแต่ลูกค้าจะสั่ง ยอมรับว่าอร่อยมาก

แหล่งที่มา : https://www.thairath.co.th

คอหวยยังตามยอดบริจาคเข้าวัดวันสุดท้าย เกาะคำชะโนด หลังกรรมการวัดนำตัวเลขมาประกาศ ชาวหวยฮือฮา จ่อซื้อเลขตาม หลังจากงวดก่อนๆ นักเสี่ยงโชคถูกหวยตามเลขยอดสรุปหลายราย

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจุดบวงสรวงของสะพานเข้าเกาะคำชะโนด ดินแดนพญานาคราชปู่ศรีสุทธโธ และแม่ย่าศรีประทุมมา บ้านโนนเมือง หมู่ที่ 11 ต.บ้านม่วง อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี ว่า ถึงเป็นวันสุดท้ายที่นักเสี่ยงโชคเดินทางมาขอพรขอโชคขอลาภกันอย่างไม่ขาดสาย คอหวยบางกลุ่มต้องนั่งรอยืนรออยู่ตรงหน้าทางเข้าประตูไหว้ปู่ศรีสุทโธ เพื่อรอให้คณะกรรมการบริหารมาเขียนยอดเงินบริจาค โดยเฉพาะวันที่ 15 และ 30 หรือ 31 ของทุกเดือน จะมีคอหวยมารอถ่ายรูป หรือยอดเงินบริจาคในแต่ละวันที่กรรมการตรวจนับแล้ว นำมาแจ้งให้ประชาชนทราบ

พ่อจ้ำในเกาะคำชะโนด บอกว่า มีคนที่ชอบตัวเลขมารอดูผลยอดเงินบริจาคเป็นพิเศษในวันนี้ เพราะหวยออก ส่วนเลขยอดเงินตีเป็นเลขเด็ดก็ถูกกันเยอะ และสำหรับบริจาคในวันนี้ จำนวน 48,519 บาท ยอดเงินปากนาคเป็นเงิน 20,080 บาท คนที่ชอบตัวเลขก็จะจับตัวเลขในยอดนี้หมุนกันไปมาตามความเชื่อ

อย่างไรก็ตาม ทางกรรมการไม่ส่งเสริมให้เล่นการพนัน แต่ที่รวมตัวเงินแล้วแจ้งให้ประประชาชนมาไหว้ปู่ เพราะกรรมการจะนำเงินส่วนนี้มาพัฒนาคำชะโนด

แหล่งที่มา : https://www.thairath.co.th

รวย  หรือ การมีเงินมาก เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็อยากจะมี หลายๆท่านจึงเริ่มมองหา ธุรกิจเสริม ก็มองหาธุรกิจที่จะสามารถสร้างตัวได้ วันนี้เราขอนำเสนอ เรื่องราวเกี่ยวกับ 10 อันดับธุรกิจ ที่มีแนวโน้มจะแย่ลง ตามยุคสมัย จะมีอะไรบ้างลองไปชมกันเลยดีกว่า (บอกไว้ก่อนว่า อาจจะไม่ เจ๊งทุกเจ้า แต่มีโอกาสสูงในการขาดทุน)

อับดับ 10 ร้านให้เช่า CD DVD

อับดับ 9 ร้านเช่าหนังสือ
ธุรกิจที่ใช้เวลานานกว่าจะคืนทุน ยิ่งสมัยนี้มีให้โหลดเยอะแยะมากมาย คงต้องคนที่ชอบความรู้สึกคลาสสิกในการอ่านเท่านั้นถึงยังคิดจะใช้บริการ

อันดับ 8 ร้านเหล้า
ใจไม่แข็งอย่าทำ ร้านเหล้าเพื่อนถลุง เซ็นไว้ก่อนก็ได้ ค่อยจ่ายทีหลัง สุดท้ายก็ชักดาบ ระบบหลังร้านไม่ดีก็เตรียมเจ๊งกันไป แต่ที่ระบบดีๆก็ต้องสู้ฝากเนื้อฝากตัวกับตำรวจดีๆหน่อย นั่นก็คือค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ต้องเอามาคำนึงคำนวน

อันดับ7. ร้านขายโทรศัพท์มือถือมือสอง

อันดับ 6. ร้านซ่อมคอมพิวเตอร์

อันดับ 5. อาหารทะเลแปรรูป

อันดับ 4. ร้านโชห่วย

อันดับ 3. เสื้อผ้าแฟชั่นราคาถูก

อันดับ  2.ร้านอินเทอร์เน็ต

อันดับ 1. ร้านกาแฟสด  เพราะเป็นอาชีพที่เริ่มต้นง่ายใช้ทุนไม่สูง ใครๆก็เริ่มอยากทำ แต่พอมีคนสนใจมากขึ้นก็ เกิดการแข่งขัน และ ส่วนมากก็ปิดตัวลง

แหล่งที่มา : http://drama-thailand.com

“มะเร็งชนิดต่อม” หรือ Adenocarcinoma บริเวณกระเพาะอาหารและตับ มันเป็นโรคอะไรกันแน่? ทำไมปลิดชีวิตคนได้เร็วขนาดนั้น? เขาอายุ 36 ปี ตั้งแต่มีอาการถึงเสียชีวิตใช้เวลา 14 วัน เรียนแพทย์แล้วไง ก็ไม่มีใครรักษาชีวิตคุณได้

ข่าวคุณหมอหัวใจวัย 36 ชาวเซี่ยงไฮ้ตายด้วยโรคมะเร็งถูกพูดถึงอย่างมากในวงการแพทย์

คุณหมอท่านนี้ชื่อ Xu Jianfeng เป็นแพทย์ประจำคลีนิคโรคหัวใจของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย Fudan ในเซี่ยงไฮ้ วันที่ 5 ตุลาคมขณะเข้าเวรคุณหมอพบว่าบริเวณตับมีเนื้องอกเป็นก้อนอยู่ หลังจานนั้น 3 วันก็ถูกตรวจพบว่าเป็นมะเร็งชนิดต่อม บริเวณกระเพาะอาหารและตับ โดยได้ลามไปที่ตับ กระดูก และต่อมน้ำเหลืองแล้ว วันที่ 19 เดือนเดียวกันก็เสียชีวิตเนื่องจากการช่วยชีวิตอย่างฉุกเฉินไม่ได้ผล ตั้งแต่เขารู้ตัวว่าไม่สบายจนเสียชีวิตกินเวลาสั้นๆเพียง 14 วันเท่านั้น สรุปแล้ว มะเร็งชนิดต่อมคืออะไรกันแน่?

จากคำบอกเล่าของเพื่อนๆรอบๆตัว ขณะที่เขาทำงานที่โรงพยาบาลก่อนเสียชีวิต :

เขาเป็นหมอจบจากมหาลัย Fudan ทุกสัปดาห์จะเข้าผ่าตัดเต็มๆวัน 2 วัน ทุกวันจะมีประมาณ 5-6 เคส ออกจากห้องผ่าตัดก็สี่ทุ่มห้าทุ่ม ใน 1 ปีเขาผ่าตัดถึง 300 เคสขึ้นไป…

จากคำบอกเล่าก็สามารถรับรู้ได้ว่าคุณหมอทำงานหนักแค่ไหน และเขาเป็นนักเรียนและคุณหมอที่โดดเด่นเพียงไร

โรคชนิดนี้พบได้น้อยแต่น่ากลัวมาก ถ้าค้นหา “มะเร็งชนิดต่อม” หรือ Adenocarcinoma ในอินเตอร์เนตจะพบข้อมูลน้อยมาก มันถือเป็นมะเร็งชนิดหนึ่ง โอกาสเกิดไม่สูง ก็เลยไม่ค่อยพบเห็น คุณหมอจากแผนกช่องท้องของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งเล่าว่า เขาผ่าตัดมะเร็งกระเพาะอาหารมาพันกว่าเคส แต่เจอโรคนี้เพียง 4-5 เคสเท่านั้น

คุณหมอยังบอกอีกว่า ใน 4-5 เคสที่ท่านเจอนั้น คนไข้ที่มีชีวิตยาวนานที่สุดก็แคปีกว่าเท่านั้น ถ้าเปรียบเทียบกับมะเร็งชนิดอื่นแล้วถือว่าโอกาสรอดชีวิตต่ำมาก มะเร็งกระเพาะอาหารธรรมดา ถ้ารู้ตัวในระยะเริ่มต้น แล้วรักษาทันที มีโอกาสหายถึง 90%

มะเร็งชนิดต่อม ถ้าลุกลามไปที่ตับเมื่อไหร่ถือว่าเป็นระยะท้ายๆ มันจะมีผลต่อระบบไหลเวียนโลหิต และมีโอกาสสูงกว่ามะเร็งกระเพาะอาหารธรรมดาที่จะลุกลามไปที่ตับ

มะเร็งชนิดต่อมบริเวณกระเพาะอาหารมีโอกาสลุกลามไปที่ตับถึง 75%

Professor Shao Qin Shu บอกว่าในต่างประเทศ มีรายงานเกี่ยวกับมะเร็งชนิดต่อมตั้งแต่ยุค 70 แต่ในประเทศจีนมีงานวิจัยกล่าวถึงโรคชนิดนี้ในไม่กี่ปีมานี้เอง แต่เคสของโรคนี้ก็มีน้อย ทำให้การวิจัยที่เกี่ยวข้องก็น้อยไปด้วย

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Fudan งานหนึ่งได้พูดถึงว่า : มะเร็งชนิดต่อมเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารชนิดหนึ่ง แต่มีโอกาสลุกลามไปที่ต่อมน้ำเหลืองและตับมากกว่ามะเร็งปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโอกาสที่จะลามไปที่ตับสูงถึง 75.6% มีโอกาสรอดชีวิตใน 5 ปีเพียง 9%

มะเร็งชนิดต่อมที่ลุกลามไปที่ตับมีอัตราของการรอดชีวิตใน 1,3, และ 5 ปี เป็น 30%, 13%, และ 9% มะเร็งกระเพาะอาหารทั่วไปมีโอกาสลามไปที่ตับ 11.5% และ มะเร็งกระเพาะอาหารที่ลุกลามไปที่ตับมีอัตราของการรอดชีวิตใน 1,3, และ 5 ปี เป็น 95%, 57%, และ 38%

วัยรุ่นถ้ามีอาการผิดปกติบริเวณท้องต้องให้ความสำคัญ

Professor Shao เล่าว่า “เปรียบเทียบกับคนสูงอายุแล้ว วัยรุ่นมีโอกาสเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารขั้น 3 และ 4 ถึง 60%-85% แถมในระยะเวลาสั้นๆ มะเร็งก็เติบโตอย่างรวดเร็ว ลุกลามเร็ว” สาเหตุก็เนื่องมาจากวัยรุ่นไม่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ เมื่อพวกเขารู้สึกว่าไม่สบายบริเวณท้อง, ไม่อยากอาหาร, ระบบย่อยอาหารทำงานไม่ดี เขาจะคิดว่าตัวเองเป็นแผลในกระเพาะอาหาร, โรคกระเพาะเรื้อรัง, เป็นตะคริวในกระเพาะ ทำให้ไม่ไปรักษาอย่างทันท่วงที

อาการเริ่มแรกของมะเร็งชนิดต่อมเหมือนกับมะเร็งกระเพาะอาหารทั่วไป ทำให้อาจเกิดการวินิจฉัยผิดพลาดได้ สาเหตุของมะเร็งกระเพาะอาหารก็คือ : ชอบกินอาหารเค็ม หวาน ร้อน กินมื้อดึกเป็นประจำ เป็นคนใจร้อน ระบบย่อยอาหารมีปัญหา เป็นต้น

คุณหมอแนะนำว่า ถ้ารู้สึกว่าท้องมีอาการผิดปกติ อย่านิ่งดูดายให้รีบไปพบแพทย์ด่วน จะได้รักษาได้ทันท่วงที

แหล่งที่มา : http://drama-thailand.com

นายยุทธนา หยิมการุณ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ผู้ตรวจกระทรวงการคลังได้ทำแผนการตรวจการทำงานของทุกหน่วยงาน เพื่อให้การเก็บภาษีและการเบิกจ่ายของรัฐวิสาหกิจให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยแผนการเก็บภาษีปีงบประมาณ 61 ตั้งเป้าหมายไว้ทั้งสิ้น 2.61 ล้านล้านบาท

ผู้ตรวจจะเริ่มลงพื้นที่ตรวจในเดือนธ.ค.60 ซึ่งไม่ใช่เป็นการเดินทางไปตรวจเยี่ยม ให้มีการตั้งแถวต้อนรับเพื่อรอรับฟังรายงานเพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นการลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบการทำงานว่า หน่วยงานมีปัญหาอุปสรรคอะไรที่กระทรวงการคลังจะเข้าไปช่วยแก้ไข เพื่อให้ผลการดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายที่หน่วยงานทำสัญญาไว้กับกระทรวงการคลัง โดยเฉพาะการเก็บภาษีและการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ

“บทบาทของผู้ตรวจจะเข้าไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และแก้ปัญหาการเก็บภาษีด้วย อย่างที่ผ่านมาสรรพากรจะมีปัญหาในการขยายฐานเก็บภาษีไปยังลูกค้าใหม่ เช่น กลุ่มธุรกิจบันเทิงยามค่ำคืนที่ยังไม่เคยเสียภาษี ก็จะไม่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบได้ เพราะยังไม่รู้ไม่เข้าใจ รวมถึงพ่อค้าแม่ค้าขายผักในตลาดสด ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีรายได้ดีแต่ยังไม่เคยเสียภาษีเช่นกัน เพราะเมื่อเจ้าหน้าที่สรรพากรต้องตื่นตี 4 ตี5 เข้าไปตรวจแต่ก็ประสบปัญหาเมื่อเจ้าของตลาดสดไม่อนุญาตให้เข้าไป ซึ่งปัญหาเหล่านี้ผู้ตรวจกระทรวงการคลังจะเข้าไปรับฟังเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาให้ ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าปัญหาเหล่านี้ได้ลดลงชัด เห็นได้จากในเดือนต.ค.ซึ่งเป็นเดือนแรกของปีงบประมาณ 60 กรมสรรพากรสามารถเก็บภาษีได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้”

แหล่งที่มา : http://drama-thailand.com

ตู้เย็นของทุกบ้านต้องมีการเสียบปลั๊กไว้ตลอด 24 ชั่วโมงอยู่แล้ว แต่ทำไม? บางบ้านค่าไฟกลับสูงปรี๊ดจนน่าตกใจซะอย่างนั้น วันนี้เรามีคำตอบ มาให้พิจารณากันดู ว่าส่วนใดของตู้เย็นที่เป็นตัวทำให้ดูดไฟเก่งที่สุด? หลายคนไม่เคยสังเกตเลยว่า “ตู้เย็น” ของบ้านตนเองนั้นมี “การรั่วซึม” หรือเปล่า?

วิธีการตรวจสอบทำได้ง่ายมากๆ แค่ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

ก่อนอื่น นำกระดาษ A4 มาเป็นอุปกรณ์ในการทดสอบ

  • เปิดตู้เย็น จากนั้นเสียบกระดาษเข้าไปครึ่งหนึ่งของกระดาษ (ดังภาพ) เสร็จแล้วก็ปิดประตูตู้เย็น

  • รอสักครู่ ดึงกระดาษออกมา หากยางขอบประตูยังดี ก็จะดึงออกยาก เพราะมันจะหนีบกระดาษแน่น แต่ถ้าหากดึงกระดาษออกมาได้อย่างง่ายดาย นั้นแสดงว่าคุณควรเปลี่ยนยางขอบประตูตู้เย็นได้แล้ว
  • หรือจะใช้วิธี ด้วยการนำไฟฉายเปิดและใส่ไว้ด้านใน เมื่อปิดประตูตู้เย็นก็จะเห็นแสงเล็ดลอดออกมา แสดงว่าตรงจุดนั้นมีการรั่วซึม
  • อีกวิธี คือ ดูขาตู้เย็นให้ด้านหน้าสูงกว่าด้านหลัง – พอเราตั้งตู้เย็นในลักษณะเงยๆ (ด้านหน้าสูงกว่าด้านหลัง) ประตูตู้เย็นก็จะปิดเองอีกด้วยครับ ซึ่งวิธีนี้ก็ช่วยให้ประตูตู้เย็นปิดได้สนิทและแน่นมากขึ้นด้วย

หลังจากเรามั่นใจแล้วว่าตู้เย็นของเรารั่วแน่นนอน แต่ไม่อยากเสียเงินเปลี่ยนยางใหม่หมด วันนี้เราเลยมีคลิป วิธีการแก้ปัญหาแบบง่ายๆมาให้ชมกัน

แหล่งที่มา : https://roongee.com

ยาสระผมที่เราใช้อยู่ปัจจุบันมีส่วนผสมของสารเคมี หลังสระแน่นอนย่อมมีสารเคมีตกค้างอยู่ไม่มากก็น้อยแล้วแต่ว่าใครใช้ยี่ห้ออะไร ถ้าใครพอมีเวลาว่าง หรือวันหยุดลองทำแชมพูเก็บไว้ใช้เองสิคะไม่ยากต้นทุนน้อย แต่ส่งผลดีต่อสุขภาพผม และหนังศีรษะ ด้วยสมุนไพรบ้านๆ ของเรานี่แหละค่ะ ใครสนใจสูตร ฟรีๆ เอาไปลองทำเลย

ส่วนผสม

  • มะกรูด 1 กิโล
  • ดอกอัญชัน 1 ขีด
  • ขิงสด 1 ขีด
  • เบคกิ้งโซดา 1 ถุง
  • น้ำสะอาด

วิธีทำ แชมพูผมนิ่มและดกดำ

  1. ล้างมะกรูด ขิง ดอกอัญชัญ ด้วยน้ำสะอาด จนแน่ใจว่าสะอาดดี โดยเฉพาะขิงต้องไม่มีดินติด
  2. หั่นมะกรูด หั่นขิง เป็นเเว่นบางๆ
  3. นำขิง มะกรูด ดอกอัญชันไปต้มรวมกันโดยใส่น้ำสะอาดให้ท่วมสมุนไพร ไม่ต้องให้สมุนไพรลอย ( เหมือนหุงข้าว ท่วมหลังมือ ) น้ำจะเยอะเกินไม่เข้มข้น
  4. ตั้งไฟอ่อนๆ – ไฟกลางๆ ห้ามใช้ไฟแรง เพราะสมุนไฟรจะค่อยๆซึม หากใช้ไฟแรงน้ำจะแห้งเร็ว
  5. สังเกตว่าดอกอัญชัญและมะกรูดเปื่อยยุ่ยแล้ว นำขึ้นจากเตา พักไว้ให้เย็น
  6. นำไปกรองเอาเฉพาะส่วนน้ำ เก็บใส่ขวดสะสะอาด ปิดผาให้มิดชิด

วิธีสระแชมพูผมนิ่มและดกดำ

  1. เเบ่งน้ำยาสระผมจากขวด พอประมาณ สำหรับที่จะสระ ใส่ในภาชนะ และตักผงเบคกิ้งโซดาลงไป 1 ช้อนชา คนๆให้เข้ากัน แล้วสระผมตามปกติ
  2. ล้างผมออกให้สะอาด หลายๆคนอาจตกใจขณะที่ผมยังไม่แห้งจะรู้สึกว่าผมกระด้าง เป้นปกติค่ะ รคอให้ผมแห้งแลัวหวีๆดูจะพบว่าผมนิ่มมากๆ แทบจะไม่ต้องไดส์เลยทีเดียว ( สวยจังตังอยู่ครบค่ะสาวๆ)

คำถามคาใจของใครหลายคน

1. ไม่ใส่ เบคกิ้งโซดาได้หรือไม่ ?

คำตอบ คือได้ แต่ไม่ดี ใส่เบคกิ้งโซดาจะให้ผลดีกว่า เนื่องจากน้ำสมุนไพรที่เราต้มมีฤททธิ์เป็นกรด หากสระเพียวๆ ผมจะเเข็งมากๆ เบคกิ้งโซดามีคุณสมบัติเป็นด่าง พอนำมาผสมกันจะทำให้มีฤทธิ์เป็นกลางสระคล่องๆ เหมือนยาสระผมที่ซื้อตามห้างสรรพสินนั่นเอง

2. ต้องเเช่ตู้เย็นหรือไม่ ?

คำตอบ เก็บที่อุญหภูมิปกตินาน 2สัปดาห์ไม่เสีย ใครจะแช่ตู้เย็นก็ได้ไม่ผิดกติกาค่ะ

3. เติมสมุนไพรชนิดอื่นได้หรือไม่ ?

คำตอบ สามารถเติมได้ตามต้องการหาก ค้นพบว่าสมุนไพรชนิดนั้นมีคุณสมบัติที่ดีต่อสุขภาพผม

  • ขิง มีคุณสมบัติส่งเสริมการงอกของเส้นผม เหมาะสำหรับคนผมร่วงมาก หัวล้าน
  • มะกรูด บำรุงให้เส้นผมแข้งแรง เป็นเงางาม
  • ดอกอัญชัญ มี แอนโทไซยานิน (anthocyanin) บำรุงหนังศีรษะ กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตของหนังศีรษะช่วยให้ผมดกดำเป็นเงางาม

สงสารเส้นผม ก็ต้องรักษาผมให้ห่างไกลสารเคมีนะคะ เพื่อเส้นผสมที่นุ่มสวยและเงางาม เห็นทุกขั้นตอนการผลิตกันแบบนี้แล้ว เพื่อนๆ ทุกคนลองทำดูนะคะ

แหล่งที่มา : https://tidface.com

เคล็ดไม่ลับในการเพาะเห็ดปลวกหรือเห็ดโคนใหญ่ ไว้ทานเอง ไว้ขายแบบง่ายๆ

เห็ดปลวกหรือเห็ดโคนนั้นถือว่าเป็นเห็ดที่เติบโตขึ้นตามธรรมชาติ เกิดจากการทิ้งรังของปลวก และเมื่อพื้นที่นั้นๆ มีความชื้นและอุณหภูมิที่พอเหมาะสมจะเกิดเป็นดอกเห็ดที่มีคุณภาพและดูน่ากิน

โดยปกติแล้วเห็ดปลวกหรือเห็นโคนนั้นจะมีราคาที่สูงมากเนื่องจากเป็นเห็นที่หาได้ยาก

นอกจากนั้นยังออกผลผลิตให้ทานเพียงหนึ่งครั้งในแต่ละปี จึงทำให้มีชาวไร่ชาวเกษตรกรจำนวนหนึ่งคิดค้วิธีการเพาะพันธุ์เห็ดโคนให้มีจำนวนมากยิ่งขึ้นแถมยังมีรสชาติอร่อย กรอบ หวาน ไม่แพ้กับเห็ดโคนแบบธรรมชาติอีกด้วย

เริ่มด้วยการหารังปลวกให้ได้และนำเอาจาวปลวกด้านในเพยงเล็กน้อยมาผสมกับ ข้าวสวย 1 กิโลกรัม เมื่อเข้ากันดีให้-เติมน้ำเปล่าลงไป 20 ลิตร ตามหลักวิทยาศาสตร์ ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยเร่งให้เกิดเชื้อราเพื่อช่วยย่อยเศษใบไม้ใบหญ้าให้มันสลายตัวเร็วขึ้นนั่นอง ให้คุณหมักทิ้งไว้อย่างน้อย 7 วัน

จนสังเกตุเห็นจุลินทรีย์โปรโตซัวเริ่มขยายตัวจนเกิดเป็นฝ้าสีขาว จากนั้นให้นำจุลินทรีย์จากจาวปลวกนี้ไปรดลงบนโคนตันไม้ต่างๆที่ดูมีความชื้นที่เหมาะสม จะช่วยกระตุ้นเร่งการเกิดเห็ดโคนขึ้น นอกจากนั้นคุณยังสามารถใช้สำหรับรดน้ำบนสวนผักผลไม้ต่างๆ

ผสมน้ำเพื่อให้สัตว์ในฟาร์มได้กิน ก็หรือนำจุลินทรีย์จากจาวปลวกจำนวน 1 ลิตร ผสมเข้ากับน้ำ 10 ลิตร เพื่อใช้ฉีดพ่นตามสวนหรือแปลงผักต่างๆ จะช่วยเศษวัชพืชและเป็นส่วนผสมของปุ๋ยหมักได้เป็นอย่างดี

ผู้ใช้สามารถนำไปราดที่บริเวณจอมปลวกและนำฟางข้าวหรือใบไม้มาคลุมให้ทั่ว ควรรดน้ำเพยงแค่ให้พอชื้นประจำอย่างน้อย 10 วัน จะสังเกตุว่ามีเห็ดโคนงอกขึ้นมาอย่างแน่นอน

เห็ดปลวกหรือเห็ดโคนที่ได้จะมีรสชาติหวานอร่อยกว่าเห็ดอื่นๆ สามารถนำไปจำหน่ายหรือประกอบอาหารได้ตามต้องการ

แหล่งที่มา : https://www.sharesod.com