กระเทียมที่กินไม่หมดทิ้งไปก็น่าเสียดาย ลองมาเรียนรู้วิธีตามด้านล่าง อาจจะได้กระเทียมตะกร้าใหญ่โดยไม่รู้ตัว!

การปลูกกระเทียมแบบไฮโดรโปนิกส์นั้นขึ้นอยู่กับช่วงระยะเวลา เดือนที่ 9-10 คือช่วงเพาะปลูกช่วงฤดูใบไม้ร่วง เดือนที่ 11 ถึงเดือนที่ 1 ในปีถัดไปเป็นการเพาะปลูกในช่วงฤดูหนาว และช่วงเดือน 2 ของปีเป็นกาะเพาะปลูกของช่วงฤดูใบไม้ผลิ การปลูกในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนั้นจะดีที่สุด ส่วนช่วงฤดูใบไม้ผลินั้นไม่ค่อยดี

ข้อที่ควรเอาใจใส่เมื่อปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์

1. เมื่อปอกเปลือกกระเทียมเพื่อปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ ส่วนที่อยู่ด้านล่างสุดของกระเทียมนั้นต้องมีติดมาด้วยเสมอ ส่วนที่เป็นฐานแบนๆนี้เปรียบเสมือนหัวใจสำคัญของกระเทียม ถ้าไม่มีส่วนนี้ การปลูกไฮโดรโปนิกส์ก็จะไม่มีความหมาย เพราะว่าส่วนของฐานนี้ก็คือรากของกระเทียมนั้นเอง ที่จะทำให้ใบงอกเงยยาวออกไปได้ ถ้าไม่มีราก กระเทียมไฮโดรโปนิกส์ก็จะไม่สามารถเจริญงอกงามได้เลย

2. ส่วนของภาชนะที่จะมาใช้ปลูก จะใช้ขนาดใดก็ได้ จะโปร่งใสหรือไม่ก็ไม่สำคัญ ก้นของภาชนะจะลึกขนาดไหนก็ได้ จะเป็นขวดเครื่องดื่มขนาดเล็ก จานชามสแตนเลส หรือจะเป็นอ่างล้างชามเก่า ก็ได้เช่นกัน

ปกติแล้ว ถ้าปลูกช่วงฤดูใบไม้ร่วงหรือฤดูหนาวจะใช้เวลาในการปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ประมาณ 60 กว่าวัน แต่ถ้าเป็นช่วงฤดูใบ้ไม้ผลิจะใช้เวลาแค่ 40 กว่าวัน ก็จะเติมโตเต็มที่พร้อมเก็บเกี่ยว (สังเกตุว่าจะมีใบทั้งหมด5ใบในต้นเดียว) ปกติจะเก็บเกี่ยวทีละ2ต้น ถ้ายึดตามการปลูกนี้ แต่บางทีก็อาจจะเก็บเกี่ยวเมื่อมีใบขึ้น 2-3 ก็ได้เช่นกัน ซึ่งเมื่อปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์จะสามารถเก็บกระเทียมทั้งหมดได้อยู่ที่ราว 6-7 ต้นเลยทีเดียว หลังจากเก็บเกี่ยวแล้วต้องนำรากออกไปให้หมดด้วย (ในตอนนี้สารอาหารในกลีบกระเทียมนั้นไม่มีเหลือแล้ว ถึงจะปลูกต่อไปก็ไม่สามารถเจริญเติบโตไปได้มากกว่านี้) ให้เหลือต้นอ่อนไว้ โดยต้องมีกลีบกระเทียมเหลือไว้ และให้มีใบอ่อนยาวออกมาสัก 2-3 มิลลิเมตร ถ้าใช้วิธีในการเก็บเกี่ยวแล้ว วันหลังก็จะสามารถนำกระเทียมมาปลูกใหม่ได้

วิธีการเพาะปลูกดูแล (ต้องให้อุณหภูมิห้องอยุ่ระหว่าง 10-25 องศา และมีแสงส่องเข้ามาถึง) การปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ในช่วงต้น (0-5วันแรก)

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการให้กลีบกระเทียมมีรากงอกออกมา ให้แค่น้ำ และไม่ต้องเปลี่ยนน้ำ โดยทั่วไปแล้วการปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ 5 วันแรกเป็นช่วงเวลาที่สำคัญและควรระมัดระวังมากที่สุด

5-45 วัน

ช่วงแวลานี้รากของกระเทียมเริ่มแข็งแรงแล้ว การดูแลรักษาก็เริ่มง่ายขึ้น การเปลี่ยนน้ำก็สามารถทำได้แล้ว แนะนำว่า 5-7 วันจึงค่อยเปลี่ยนน้ำทีหนึ่ง ปกติแล้วหลังจากการปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ 2 สัปดาห์ ก็จะสามารถเห็นผลที่น่าพึงพอใจได้ (ต้นกระเทียมเริ่มเติบโตเป็นรูปเป็นร่าง) ถ้าปล่อยให้เติบโตอย่างเต็มที่ ปลูกไปอีกสัก 25-35 วัน ซึ่งเป็นระยะเวลาการปลูกที่เหมาะสมที่สุด ก็สามารถเก็บหัวกระเทียมได้ โดยให้เหลือกลีบกระเทียบกับรากไว้บางส่วน ก็จะสามารถปลูกต่อไปใหม่ได้

45 วันหลังจากการปลูก

ช่วงเวลานี้ คือการปลูกกระเทียมช่วงระยะเวลาที่2 (การหน้านั้นคือปลูกแล้วเก็บผลผลิตไปแล้วรอบหนึ่ง) ช่วงเวลานี้รากของกระเทียมมักจะมีตะไคร่น้ําเกิดขึ้น เมื่อเวลาเปลี่ยนน้ำ  ให้ทำความสะอาดรากของมันอย่างน้อย 1-2 ครั้งด้วย และช่วงเวลานี้ยังกลีบกระเทียมยังง่ายต่อการเน่าหรือหดตัวลง หากพบ ให้นำไปทิ้งทันที

นอกจากนั้น การปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ยังมักส่งกลิ่น วิธีแก้ไขปัญหาก็คือให้หมั่นเปลี่ยนน้ำอยู่บ่อยๆ (ตอนแรกนั้นควรเปลี่ยนน้ำทุก5-7วัน แต่ตอนนี้ควรเปลี่ยนทุก2-3วัน) เวลาเปลี่ยนน้ำ ให้ดึงต้นที่เน่าหรือหดตัวทิ้งไปด้วย

สุดท้ายแล้ว เมื่อต้นกระเทียมต้นสุดท้ายเติบโตสมบูรณ์ ก็สามารถเก็บรากไปทิ้งได้แล้ว เมื่อตอนเก็บราก การปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ก็สิ้นสุดลงแล้ว

การปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ ถ้าได้ปลูกหลายๆแปลง มีเวลาดูแลเอาใจใส่แล้ว เราก็จะสามารถรับประทานกระเทียมที่สดใหม่ได้ตลอดเวลา  นอกจากนี้ยังได้ชื่นชมช่วงต่างๆของการเจริญเติบโตของกระเทียมได้อีกด้วย

แหล่งที่มา : liekr

เชื่อว่าตอนนี้คนที่ตกงานหรือเบื่องานเก่าหลายคนคงกำลังมองอาชีพที่ต้นทุนน้อยๆ แต่ได้กำไรมากๆ กันอยู่แน่ๆ แต่จะทำอะไรดีล่ะในช่วงเศรษฐกิจแบบนี้ ถ้าใครคิดไม่ออกล่ะก็วันนี้พวกเรานายฟรีจะแนะนำ 10 อาชีพที่ใช้ต้นทุนเพียงแค่ 3000 บาทเท่านั้นเอง

แต่ละอาชีพที่นำมาเสนอในวันนี้ อาจมีความยาก หรืออาจดูง่ายไปสำหรับคุณ แต่เอาเข้าจริงแล้ว ถ้าคุณไม่มีความอดทน ขยัน ท้อแท้ต่ออุปสรรค และไม่มีความทะเยอะทะยาน ก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ ดังนั้น คนที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ ย่อมคู่ควรกับเงินล้าน และที่สำคัญจากอาชีพเล็กๆ มีรายได้แค่ 3-4 พันบาท ต่อไปในอนาคตสามารถทำรายได้ให้คุณมากถึงหลักล้านบาทได้เลยทีเดียว

มาเริ่มลงมือทำตั้งแต่วันนี้ รีบปลดปล่อยความจน แล้วพุ่งหาความรวยด้วยสองมือ สองเท้าของตัวเองกันดีกว่า และถ้าคุณอยากรวยมาศึกษาอาชีพเหล่านี้ และนำไปลงมือทำ หรือนำไปต่อยอดเพิ่มเติมก็ไม่ว่ากันค่ะ

1.ลงทุนขายรองเท้ามือสอง

มีเงิน 3,000 บาทลงทุนขายรองเท้ามือสองให้ประสบความสำเร็จ

1.หาแหล่งรับซื้อรองเท้ามือสอง เช่น โรงเกลือ,สำเพ็ง,ประตูน้ำ

2.ศึกษาแหล่งตลาดวางขายสินค้า

3.ศึกษารูปแบบรองเท้าที่กลุ่มเป้าหมายต้องการ

4.หาอุปกรณ์สำหรับวางขายสินค้า

เทคนิคการขาย : หากคุณรับซื้อรองเท้ามือสองมาคู่ล่ะ 30 บาท อันดับแรกต้องดูคุณภาพของรองเท้าทั้งสี รอยชำรุดต่าง ๆ แล้วนำกลับมาซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพการใช้งานที่ดี ซึ่งจากคู่ละ 30 บาท สามารถขายได้ 70-100 บาท ตามคุณภาพของสินค้า ดังนั้น ถ้ารับซื้อมาคู่ละ 30 บาท ในจำนวนเงิน 2,000 บาท จะได้ประมาณ 66 คู่ ส่วนเงินอีก 1,000 บาท ไว้เป็นเงินสำรองและทอน ส่วนอุปกรณ์วางขายไม่จำเป็นต้องซื้อใหม่ เอาผ้าปูพื้นหรือโต๊ะมาวางรองเท้าก็ได้ เพียงเท่านี้รายได้จากการขายก็จะได้เป็นเท่าตัว อีกอย่างขายรองเท้ามือสองสามารถเก็บไว้ขายต่อเมื่อไรก็ได้ สินค้าไม่เน่าเสีย

2.ลงทุนขายเสื้อผ้ามือสอง

มีเงิน 3,000 บาท ลงทุนขายเสื้อผ้ามือสองให้ประสบความสำเร็จ

1.หาแหล่งรับซื้อเสื้อผ้ามือสอง เช่น ตลาดปัฐวิกรณ์,โรงเกลือ,สำเพ็ง และร้านขายส่งเสื้อผ้ามือสองราคาถูก

2.ศึกษาแหล่งตลาดวางขายสินค้า

3.ศึกษารูปแบบเสื้อผ้าที่กลุ่มเป้าหมายต้องการ

4.หาอุปกรณ์สำหรับวางขายสินค้า

เทคนิคการขาย : หากคุณไปรับซื้อเสื้อผ้ามือสองมาในราคาตั้งแต่ 5 บาทไปจนถึง 50 บาท ในเงินจำนวน 2,000 บาทจะได้เสื้อผ้ามือสองมากกว่า 100 ตัว ดังนั้น ก่อนซื้อเสื้อผ้ามือสองเช็คสภาพสินค้าให้ดี ต้องไม่มีรอยชำรุด รอยขาด หรือเสื้อผ้ายืดจนไม่เหมาะแก่การใส่อีกต่อไป พร้อมนำไปซักให้ดูสะอาด และตั้งราคาตามคุณภาพของสินค้า รับรองรายได้มากกว่า 2 เท่าชัวร์ ส่วนเงินอีก 1,000 บาทก็นำไว้เป็นเงินทอนและเงินสำรองในการลงทุนครั้งต่อไป

3.ลงทุนขายลูกชิ้นทอด

มีเงิน 3,000 บาทลงทุนขายลูกชิ้นทอดให้ประสบความสำเร็จ

1.หาแหล่งรับซื้อลูกชิ้นราคาส่งและราคาถูกตามท้องตลาด

2.เลือกลูกชิ้นหลาย ๆ ประเภท เช่น ลูกชิ้นปลา ปูอัด เอ็นไก่ เอ็นหมู แฮม หรือลูกชิ้นเนื้อ เป็นต้น

3.เรียนรู้วิธีการทอดลูกชิ้น เพื่อไม่ให้เกิดการไหม้ หรือน้ำมันเยอะจนเกินไป

4.เรียนรู้การทำสูตรน้ำจิ้มที่อร่อย

5.หาแหล่งตลาดขายสินค้า

เทคนิคการขาย : หากคุณลงทุนซื้อลูกชิ้นมาขายในราคา 1,500 บาท เสียบลูกชิ้นไม้ละ 4-5 ลูกตามความเหมาะสม ขายในราคาไม้ละ 5-10 บาท พร้อมลงทุนซื้อเครื่องปรุงทำน้ำจิ้ม 500 บาท ซื้อถุงใส่ลูกชิ้น 200 บาท รายจ่ายทั้งหมดคือ 2,200 บาท เหลือเก็บไว้สำหรับทอนลูกค้า 900 บาท นอกจากนี้ลูกชิ้นสามารถนำไปยำเพื่ออัพราคาขายได้อีกด้วย ถ้าในหนึ่งวันขาย 2 รอบ เช้า-เย็น รับรองรวยเละ ไม้ละ 5X 500 ไม้= 2,500 บาท (รายได้จากการขาย) ขายรอบเย็นได้เงินอีก 2,500+2,500=5,000 บาท ไม่รวยคราวนี้จะให้รวยเมื่อไรล่ะ

4.ลงทุนขายไข่เจียว

มีเงิน 3,000 บาทลงทุนขายข้าวไข่เจียวให้ประสบความสำเร็จ

1.หาแหล่งซื้อวัตถุดิบ ข้าวสวย ไข่ไก่ น้ำมัน ผัก เนื้อสัตว์ และอุปกรณ์การปรุงรส (น้ำปลา ผงชูรส รสดี เป็นต้น)

2.ศึกษาตลาด

3.เรียนรู้วิธีการทอดไข่เจียวหลาย ๆ รูปแบบ เช่น ไข่เจียวหมูสับ ไข่เจียวรวมมิตรผัก ไข่เจียวทูน่า หรือไข่เจียวพริกเผา เป็นต้น

4.หาแหล่งตลาดขายข้าวไข่เจียว

เทคนิคการขาย : ให้เลือกตลาดที่ติดกับโรงเรียน ชุมชน โรงงาน และบริษัทห้างร้านต่าง ๆ เลือกเวลาขายในช่วงกลางวัน หลังเลิกงาน และกลางดึก เพราะเป็นเวลาที่กลุ่มลูกค้ามักหาข้าวกิน ส่วนเงินลงทุนแค่พันกว่าบาทก็อยู่แล้ว แต่คุณต้องคำนวณค่าใช้จ่าย+แหล่งตลาดที่ซื้อวัตถุดิบก่อนจับจ่ายสินค้าเสมอ ถ้าคุณขายเข้าไข่เจียวในราคา 20-25 บาท สามารถขายได้ 100 จาน เป็นเงิน 2,500 บาท แต่เชื่อเถอะขายได้มากกว่า 100 จานชัวร์

5.ลงทุนขายโจ๊ก

มีเงิน 3,000 บาทลงทุนขายโจ๊กให้ประสบความสำเร็จ

1.หาแหล่งวัตถุดิบที่ดีราคาถูก

2.ศึกษาตลาดและกลุ่มเป้าหมาย

3.เรียนรู้การทำโจ๊กหลาย ๆ รูปแบบ ทั้งโจ๊กสำหรับเด็ก/ผู้ใหญ่/คนแก่

4.หาแหล่งตลาดขายโจ๊ก เช่น ใกล้โรงเรียน บริษัท โรงงาน แหล่งชุมชนเป็นต้น

เทคนิคการขาย : เมื่อคุณเรียนรู้เรื่องการทำโจ๊กหลายรูปแบบที่เหมาะแก่กลุ่มเป้าหมายแล้ว ต้องเรียนรู้การทำโจ๊กที่มีเครื่องเคียงที่หลายหลายเช่นกัน เช่น โจ๊ะหมู โจ๊กเห็ด โจ๊กกุ้ง โจ๊กปลาหมึก โจ๊กผัก โจ๊กเด็กอ่อน เป็นต้น เพื่อให้เกิดการตอบสนองจำนวนมาก ซึ่งโจ๊กเหมาะสำหรับการขายรอบเช้าและรอบเย็น ถ้าวันหนึ่งขายโจ๊กได้ 500 ถุง ราคาถุงละ 30 บาท เป็นเงิน 15,000 ส่วนต้นทุนการขายโจ๊ก 3,000 บาทเอาอยู่แน่นอน แต่คุณต้องคำนวณค่าใช้จ่ายให้ดีก่อนเสมอ

6.ลงทุนขายก๋วยเตี๋ยวลุยสวน

มีเงิน 3,000 บาทลงทุนขายก๋วยเตี๋ยวลุยสวนให้ประสบความสำเร็จ

1.หาแหล่งซื้อวัตถุดิบที่ดีราคาถูก

2.ศึกษาตลาด/กลุ่มเป้าหมาย/ความต้องการของลูกค้า

3.หาแหล่งขายสินค้า เช่น หน้าโรงเรียน/มหาวิทยาลัย/หอพัก/โรงงาน/บริษัท

4.เรียนรู้เรื่องการทำก๋วยเตี๋ยวลุยสวน และน้ำจิ้มให้อร่อย

เทคนิคการขาย : การลงทุนทำก๋วยเตี๋ยวลุยสวนขาย ต้องคำนวณรายจ่ายก่อน เช่นมีงบ 3,000 บาท ซื้อกล่องใส่ 200 บาท ซื้อวัตถุดิบก๋วยเตี๋ยวไม่เกิน 2,000 บาท ซึ่งก๋วยเตี๋ยวลุยสวนใช้ค่าใช้จ่ายไม่เยอะ ดังนั้น ถ้าคุณขายก๋วยเตี๋ยวลุยสวนในราคากล่องละ 30 บาท ขายได้ 300 กล่อง เป็นเงิน 9,000 บาท ถ้าเอาไปฝากขายหน้าร้านทั่วไปอีก รับรองรายได้ไม่ใช่แค่ 9,000 บาท ชัวร์

7.ลงทุนขายแซนวิสใส้ต่างๆ

มีเงิน 3,000 บาท ลงทุนขายแซนวิสให้ประสบความสำเร็จ

1.หาแหล่งซื้อวัตถุดิบทั้งขนมปัง ผัก แฮม เนื้อสัตว์ ไข่ เป็นต้น

2.เรียนรู้การทำแซนวิสที่หลากหลายรูปแบบ

3. ศึกษาตลาดและกลุ่มเป้าหมาย

4.หาแหล่งขายแซนวิส เช่น หน้าโรงเรียน/โรงงาน/บริษัท/ป้ายรถเมล์/ใต้บีทีเอส เป็นต้น

เทคนิคการขาย : เมื่อคุณเรียนรู้วิธีการทำแซนวิสหลายหน้า หลายรูปแบบ ให้ตั้งราคาตามคุณภาพและขนาดของแซนวิส พร้อมทั้งต้องตั้งราคามากกว่าต้นทุน 5-10 บาท อาจจะขายในราคาชิ้นละ 15 บาท 20 บาท เป็นต้น ดังนั้นช่วงเวลาที่เหมาะแก่การขายมากที่สุดคือ ช่วงเช้า และตอนเย็น ส่วนต้นทุนนั้นไม่มาก ลงทุนแค่ 1,500 บาทก็เอาอยู่ ถ้าคุณขายได้ 500 ชิ้น/วัน จะเป็นจำนวนเงิน 7,500 บาท แต่ถ้าคุณสามารถขายส่งตามโรงเรียนและสถานที่ทำงานได้ ออร์เดอร์วัน ๆ หนึ่ง ทำรายได้ให้คุณเหยียบหมื่นชัวร์

8.ลงทุนข้าวเหนียวหมูปิ้ง

มีเงิน 3,000 บาทลงทุนขายข้าวเหนียวหมูปิ้งให้ประสบความสำเร็จ

1.หาแหล่งตลาดซื้อวัถุดิบ

2.เรียนรู้สูตรการทำหมูปิ้งที่อร่อย

3.หาอุปกรณ์เตาปิ้งขนาดเล็ก-กลาง(สามารถผลิตขึ้นมาเองได้)

4.ศึกษาตลาดและความต้องการของลูกค้า

เทคนิคการขาย : อันดับแรกก่อนจ่ายตลาด คุณต้องคำนวณต้นทุน โดยห้ามตั้งงบ 3,000 บาท ห้ามเกิน ห้ามขาด เด็ดขาด ซึ่งค่าใช้จ่ายหลัก ๆ คือ เนื้อหมู ไม้เสียบ ข้าวเหนียว และถุงใส่ข้าวเหนียวหมูปิ้ง ส่วนเตาปิ้งคุณสามารถผลิตเองได้ โดยต้องศึกษาจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ดังนั้น ถ้าคุณสามารถขายได้ 100 ไม้ ในราคาไม้ละ 5 บาท เป็นจำนวนเงิน 500 บาท ราคาเข้าเหนียวถุงละ 5 บาท ขายได้ 300 ถุง เป็นจำนวนเงิน 1,500 บาท รวมเป็นรายได้ทั้งหมด 2,000 บาท ถ้าขายสองรอบ มีรายได้ทั้งหมด 4,000 บาท แต่ถ้าคุณลงทุนเพิ่มขึ้น ขยายสาขาออกเป็น 2-3 สาขา รายได้เหยียบหมื่นแน่นอน

9.ลงทุนขายยำวุ้นเส้น

มีเงิน 3,000 บาทลงทุนขายยำวุ้นเส้นให้ประสบความสำเร็จ 1.หาแหล่งตลาดซื้อสินค้า 2.เรียนรู้การทำยำให้อร่อย 3.เรียนรู้การทำสูตรน้ำยำ 4.ศึกษาตลาดและความต้องการของลูกค้า 5.หาแหล่งขายสินค้า เช่น หน้าโรงงาน/บริษัท /โรงเรียน/หอพัก เป็นต้น

เทคนิคการขาย : เมื่อคุณเรียนรู้การทำยำในหลากหลายเมนูแล้ว ลองนำไปให้เพื่อน ๆ ชิมว่ารสชาติเป็นอย่างไร เพื่อให้เพื่อน ๆ คอนเม้นท์ และปรับปรุงให้ดีขึ้น ดังนั้น ถ้าคุณสามารถขายได้ 200 จาน/วัน จานละ 35 บาท เป็นจำนวนเงิน 7,000 บาท แต่ถ้าคุณสามารถขยายสาขาเพิ่มได้อีก 2-3 สาขา รายได้มากกว่าหลักหมื่นต่อวันชัวร์ ส่วนต้นทุน ต้องคำนวณก่อนทุกครั้ง เพื่อไม่ได้เข้าเนื้อตัวเองจนเกินไป

10.ลงทุนผัดมาม่าขาย

มีเงิน 3,000 บาท ลงทุนผัดมาม่าขายให้ประสบความสำเร็จ

1.หาแหล่งซื้อวัตถุดิบ

2.ศึกษาตลาดและความต้องการของลูกค้า

3.เรียนรู้การทำผัดมาม่าที่อร่อย

4.หาแหล่งขายสินค้าที่เหมาะสม เช่น ตลาดนัดตอนเย็น/หน้าโรงงาน/บริษัท เป็นต้น

การทำมาม่าผัดคุณสามารถขายได้ในราคาห่อละ 10-15 บาท และถ้าคุณสามารถผัดได้หลากหลายเมนู เช่น เส้นหมี่ขาว หมี่เหลือง เส้นใหญ่ เป็นต้น ได้ก็ยิ่งดี เพื่อเพิ่มทางเลือกให้มากขึ้น ส่วนวัตถุดิบเครื่องเคียงเป็นผักและลูกชิ้น ฯลฯ โดยต้นทุนใช้ไม่มาก แค่ 1,000 บาทก็เอาอยู่แล้ว ดังนั้น ถ้าคุณขายได้ 500 ห่อในราคา 10 บาท เป็นจำนวนเงิน 5,000 บาท แต่ถ้าขยายสาขาเป็น 2 สาขา รายได้หลักหมื่นชัวร์

แหล่งที่มา : liekr

หญ้าไผ่น้ำ ใช้ในการรักษาโรคไต ขับปัสสาวะ ลดการอับเสบของทางเดินปัสสาวะ บำบัดอาการต่อมลูกหมากโต บรรเทาอาการบวม แก้พิษร้อนใน แก้พิษงูกัด ชาวบ้านทั่วไปใช้ในการรักษาต่อมน้ำเหลืองอักเสบ ลำคออักเสบ ท้องเดิน ใช้เป็นยาทั้งต้นใช้สด หรือ ตากแห้งเก็บไว้ก็ได้ รสชาดเย็นจืด …

วิธีต้มหญ้าไผ่น้ำ

1.นำหญ้าไผ่น้ำประมาณ 100-150 กรัม

2.ล้างน้ำให้สะอาด ใส่หม้อต้ม (ควรเป็นหม้อเคลือบ) เติมน้ำสะอาด 2 ลิตร ต้มให้เดือดแล้วหรี่ไฟอ่อน

3.ต้มอีกประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วตักเอาหญ้าไผ่น้ำออก จะเห็นน้ำใส ๆ เป็นสีบานเย็นอ่อน ไม่ควรใส่น้ำตาลหรืออย่างอื่น

4.วางทิ้งไว้ให้เย็น แล้วบรรจุขวดเข้าตู้เย็นทานได้ทุกเวลา วันละ 3-4 แก้ว

อีกวิธีหนึ่งคือ 

1.ล้างใช้หญ้าไผ่น้ำ 500 กรัม (ครึ่ง กก.)ล้างน้ำให้สะอาด

2.ใส่น้ำลงไป 6 ลิตร ต้มเดือดแล้วเคี่ยวไป 2 ชม.ครึ่ง แล้วตักเอาหญ้าออก

3.แล้วนำบรรจุขวดเข้าตู้เย็น ทานวันละ 1 แก้วใหญ่

*** สำหรับผู้ป่วยโรคไตหลังจากทานหญ้าไผ่น้ำแล้ว ประมาณ 3 เดือน ควรไปเจาะเลือดตรวจค่า ของ BUN และ CREATNINE ด้วย

หญ้าไผ่น้ำ (จุ้ยเต็กเฉ้า) มีถิ่นกำเนิดที่มณฑลกวงสี มณฑลกวางตุ้ง และมณฑลฮกเกี้ยน ประเทศจีน มีผู้นำไปปลูกที่สิงคโปร์ เพื่อเป็นยาทานแก้พิษร้อนใน ต่อมา พบว่าเป็นยาสมุนไพร ที่สามารถขับพิษที่ตกค้างในไต ออกทางปัสสาวะ ทำให้ไตคืนสภาพเป็นปกติ หญ้าไผ่น้ำ มีลักษณะเป็นใบเรียวกลม ด้านบนของใบมีสีเขียว ด้านหลังของใบเป็นสีบานเย็น มีก้านเป็นข้อ ๆ เลื้อยไปตามพื้นดิน ก้านจะมีขนอ่อนนิด ๆ ควรปลูกในกระถางปากกว้าง

ดินลึกประมาณ ๕ นิ้ว ชอบความชุ่มชื้น แดดอ่อน แต่น้ำไม่ขัง หน้าฝนเจริญเติบโตเร็ว

ขยายพันธุ์โดยตัดก้านให้มีความยาว ๓-๔ นิ้ว ปักชำลงในดิน ประมาณ ๒ อาทิตย์ จะมีรากงอกออกมาที่ก้านตามข้อ ดังนั้น การขยายพันธุ์จึงทำได้ง่าย **

ข้อแนะนำ

ใครจะลดอัตราส่วนต้มก็ได้นะคะ ปกติคนกินเพื่อการรักษาจะกินหัวยาที่ต้มครั้งแรก วันละ 1แก้วกาแฟประมาณ 120 ml เท่านั้น

แล้วก็อย่ากินพร้อมกับยาหมอนะคะ เพราะมันจะไปล้างฤทธิ์ของยาออกซะหมด ให้เว้นซัก 3 ชม. ค่ะ ใช้รักษาร่วมกับยาแผนปัจจุบันได้นะคะ

ถ้ากินแล้วเขาฉี่เยอะอย่าตกใจนะคะ ฉี่แรกจะขุ่น นั่นคือดีค่ะ เพราะมันจะขับสิ่งสกปรกออกมาจากไตค่ะ กินๆเรื่อยๆฉี่จะใสขึ้นนะคะ อ้อ หญ้าไผ่น้ำ แม่บอกว่ามันมีอีกพันธุ์นึงซึ่งจะมีลาย เขาเรียกปีกแมลงสาป อย่าไปกินนะคะ อันตราย

แหล่งที่มา : liekr

ถือว่าเป็นเมนูของหวานยอดฮิตกินไม่เบื่อกับ เต้าฮวยนมสดมะพร้าวอ่อน ทั้งรสชาติหอม
หวาน มัน ที่ยั่วยวนใจ ที่สำคัญเมนูนี้ทำง่ายมาก แถมทำทีกินได้กันทั้งครอบครัว
หรือจะทำเองขายเอง สร้างรายได้
เป็นอีกทางเลือกของอาหารแนวใหม่จากกระแสนิยมอาหารประเภทนม
โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มลูกค้าที่ชอบทานอาหารเสริมเพื่อเพิ่มแคลเซียม
เป็นอาหารว่างเพื่อสุขภาพที่ทำไม่ยาก กินง่าย และขายดี

วัตถุดิบเต้าฮวย
น้ำมะพร้าว 200 มิลลิลิตร
น้ำเปล่า 200 กรัม
ผงวุ้น 1 ช้อนชา
นมข้นหวาน ตรามะลิ 100 กรัม
วิปปิ้งครีม 150 กรัม
เนื้อมะพร้าวอ่อน 150 กรัม

วัตถุดิบน้ำราด
น้ำมะพร้าว 100 มิลลิลิตร
วิปปิ้งครีม 100 กรัม
น้ำตาลทราย 50 กรัม

วิธีทำ

– นำหม้อขึ้นตั้งไฟปานกลาง เทน้ำมะพร้าวลงไป ตามด้วยวิปปิ้งครีม นมข้นหวาน ตรามะลิ
และผงวุ้น คนให้เข้ากัน รอจนเดือด และยกออกจากเตา

– จากนั้นเทใส่ถ้วย 3/4 ของถ้วยเสิร์ฟ

– ใส่เนื้อมะพร้าวอ่อนตามลงไป และนำไปแช่ตู้เย็น 45 นาที

– ทำน้ำราด โดยนำหม้อขึ้นตั้งไฟปานกลาง เทน้ำมะพร้าวลงไป ตามด้วยวิปปิ้งครีม
และน้ำตาล คนให้เขากันและรอจนเดือด ยกออกจาเตาพักให้เย็น

– นำเต้าฮวยออกมาจากตู้เย็น ราดด้วยน้ำราดที่เตรียมไว้ พร้อมเสิร์ฟจ้า

เป็นไงบ้างคะสำหรับเมนู “เต้าฮวยนมสดมะพร้าวอ่อน” ทำง่ายมาก ๆ เพียงแค่มี นมข้นหวาน
ตรามะลิ ก็สามารถเพิ่มความกลมกล่อมให้กับเต้าฮวยนมสดของเพื่อน ๆ ได้แล้ว
เมนูเหมาะสำหรับมือใหม่หัดเข้าครัวเป็นอย่างยิ่ง เพียงเท่านี้เพื่อน ๆ
ก็สามารถโชว์ฝีมือการทำของหวานให้ที่บ้านได้ลิ้มรสกันแล้วล่ะ

เต้าฮวยนมสดมะพร้าวอ่อน

**แชร์แบ่งปันความอร่อย

แหล่งที่มา : ideadeede

เราๆๆท่านๆๆคงทราบกันดีแล้วว่า กล้วยน้ำว้า เป็นผลไม้คู่บ้านของคนไทยมาแต่โบราณ
ในสมัยโบราณ
เด็กไทยส่วนใหญ่เติบโตมาจากการกินกล้วยน้ำว้าโดยพ่อแม่จะบดผลกล้วยน้ำว้าสุก
ป้อนให้ลูกเล็ก กินแทนข้าว กล้วยน้ำว้า หนึ่งผล สามารถให้พลังงานได้ ประมาณ ๑๐๐
แคลอรี่ มีน้ำตาลธรรมชาติ อยู่ ๓ ชนิด คือ ซูโครส ฟรุคโทสและกลูโครส
มีเส้นใยและกากอาหาร ในกล้วยน้ำว้า ยังอุดมไปด้วย วิตามินบี6
ที่ช่วยกระตุ้นระบบภูมิต้านทาน วิตามินบี1 บี2 และไนอะซีน
อีกทั้งมีเกลือแร่แมกนีเซียมและโพแทสเซียม นอกจากนี้
กล้วยน้ำว้ายังมีคุณค่าสารอาหารที่พิเศษกว่ากล้วยชนิดอื่น นั่นคือ
ในกล้วยน้ำว้าหนึ่งผล มีโปรตีน มีกรดอะมิโน อาร์จินินและอิสติดิน
ซึ่งมีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของทารก ด้วยเหตุนี้
จึงถือว่าเป็นภูมิปัญญาเก่าแก่จากปู่ย่าตายาย ที่พ่อ แม่
ท่านให้เรากินกล้วยน้ำว้าบด
ก็เพราะอุดมไปด้วยสารอาหารและวิตามินที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกายนี่เอง
อันเป็นภูมิปัญญาของคนไทยโดยแท้ นอกจากนี้ กล้วยน้ำว้า ยังมีสรรพคุณในทางยาอีกด้วย
เช่น ช่วยระงับกลิ่นปาก , เป็นยาระบาย ช่วยแก้ท้องผูก
หรือระบบขับถ่ายไม่ปกติที่สาวๆๆรุ่นใหม่ประสบกันเยอะมากในปัจจุบัน
จนต้องพึ่งพายาระบายที่เป็นสารเคมีและมีราคาแพงแถมมีผลข้างเคียงอีกต่างหาก
,ช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอหรืออาการเจ็บหน้าอกจากการไอแห้งๆ ,
สามารถรักษาโรคกระเพาะหรือว่าอาการเกี่ยวกับทางเดินอาหารได้ดีด้วยครับ
โดยการนำกล้วยน้ำว้าดิบมาปอกเปลือก แล้วนำเนื้อมาฝานเป็นแผ่นบางๆ ตากแดด ๒ วัน
ให้แห้งดีกลับด้านด้วยบ้างจนแห้งกรอบ บดเป็นผงให้ละเอียด
ละลายกับน้ำผึ้งปั้นเป็นก้อนกลมๆๆ ทานก่อนอาหาร ครึ่งชั่วโมง หรือก่อนนอน ครั้งละ
๑-๒ ช้อนโต๊ะ , เปลือกกล้วยน้ำว้าสุกด้านในนั้นช่วยบรรเทาอาการคันอันเนี่องมาจาก
แมลงกัด ต่อย และผื่นแดงจากอาการคัน
ทั้งมีฤทธิ์ระงัยการเกิดเชื้อราและเชื้อแบคทีเรียต่างๆๆ
ที่ทำให้เกิดการอักเสบได้เป็นหนองได้เป็นอย่างดีและที่สำคัญมากๆๆทราบกันไหมครับว่า
กล้วยน้ำว้า ยังมีสรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะที่ดีอีกด้วยครับ วันนี้ก็เลยเอา
ตำรับยาอยุวัฒนะกล้วยดองน้ำผึ้งมาฝากกันครับ

ขั้นตอนและวิธีการทำ

สิ่งทีต้องมีน้อยนิดเดียวครับ
ก็คือกล้วยน้ำว้าสุกงอมแต่ว่าไม่ถึงกับดำขึ้นรากันเลยนะครับ
โดยเอากล้วยน้ำว้ามาล้างน้ำทั้งหวีให้สะอาดด้วยน้ำเปล่าครับ
เป็นการขจัดฝุ่นผงออกไปก่อนครับ แล้วนำ มาปอกเปลือกออกแล้วหั่นเป็นชิ้นบางๆ นะครับ
ผมหนึ่งหั่นให้ได้แปดชิ้นต่อผลครับ โดยในสูตรนนี้ปริมาณ 12-15 ผล ต่อน้ำผึ้ง 1
ขวดหรือว่าประมาณ 750 ซีซี ส่วนน้ำผึ้งนั้นก็เลือกหากันตามสะดวกนะครับ
มีจำหนายหลากหลาย ตามซูเปอร์มาร์เก็ต
ตัวผมใช้น้ำผึ้งของโครงการหลวงหรือว่าดอยคำครับ
เพราะว่าค่อนข้างมั่นใจและราคาพาสมควรไม่แพงนักครับ ต่อมาก็มีขวดโหลแก้วครับ
ชนิดมีฝาปิด วันนี้พอดีได้เจอโหลแบบหนึ่งจากห้าง เป็นโหลแก้ว มีซีสยางด้านในด้วย
แต่มีรูระบายอากาศใต้ฝาด้วยครับ เลยน่าจะเหมาะสำหรับการนี้คือ
ก๊าซระบายได้โดยไม่ต้องเปิดฝา ให้ปนเปื้อนกันเลยครับ
ที่นี้เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ

เริ่มด้วยการหั่นกล้วยเป็นแปดชิ้นต่อผล แล้วนำไปใส่ในขวดจนครบจำนวนครับ
แล้วเติมน้ำผึ้งให้หมดเลยครับ ทั้งหนึ่งขวด แล้วตอนเทพยามให้ทั่วๆๆ
โดนกล้วยทุกชิ้นทั่วกันนะครับ
ต้องกะว่าส่วนผสมที่เติมทั้งหมดนั้นต้องไม่เต็มโหลที่ทำนะครับ อย่าใส่ให้เต็มโหล
ต้องเว้นที่ด้านบนไว้อย่างน้อยสามหรือว่าสีนิ้วครับ
ไม่งั้นอาจจะมีการล้นออกมานอกโหลกันได้ครับ
และไม่สะดวกในการแกว่งขวดให้กล้วยกับน้ำผึ้งผสมกันด้วยครับแล้วทิ้งไว้อย่างนี้หนึ่งคืนก่อนครับป
แต่ก่อนหน้าน้ำผึ้งต้องท่วมหมดนะครับ แต่ซํกพักเค้าจะลอยขึ้นมาด้วยส่วนหนึ่งครับ
ไม่ต้องตกใจครับ ปรกติครับ
พอตอนเช้ามาก็ให้เราแกว่งขวดให้น้ำผึ้งและกล้วยเคล้ากันดีครับ
จะเริ่มเห็นว่าน้ำผึ้งเริ่มเหลวและแยกชั้นกันนิดหน่อยแล้วครับ
เพราะว่าน้ำผึ้งจะดึงของเหลวในกล้วยออกมาบ้างแล้วครับ
ช่วงสองสามอาทิตย์แรกควรทำการแกว่งทุกวันครับ
เพื่อป้องกันราเข้ายึดกล้วยที่ลอยด้านบนครับ ผ่านไปสองอาทิตย์ กล้วยก็จะจมหมด
บางท่านทำอาจจะจมเร็วกว่านี้ได้ครับ เนืองจาก น้ำผึ้งครับ
จะเป็นน้ำผึ้งเก่าที่มีความชื้นต่ำครับ
การทำยาอยุวัฒนะนี้ต้องใช้เวลาการทำและเก็บไว้สามเดือนครับ
จึงจะครบขั้นตอนแล้วสามารถใช้ได้ครับ

ขอสงวน ลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537

การนำมาใช้ดื่ม

เมื่อครบ 3 เดือนแล้ว จึงนำมาดื่ม โดยไม่ต้องคั้นน้ำครับ น้ำผึ้งจะใส
มีรสเปรี้ยวนิดๆครับ โดยให้กินก่อนนอน คืนละ ครึ่งถึงหนึ่งแก้วเป๊ก นะครับ
กินทุกคืนก่อนนอน โดยให้เริ่มที่ครึ่งแก้วก่อนครับ แล้วค่อยเพิ่ม หากว่า
รับประทานมากเกินไปร่างกายจะร้อน จึ่งต้องค่อยๆๆปรับร่างกายกันก่อนครับ
ด้วยปริมาณครึ่งแก้วเป๊ก เมื่อกินไปได้ 10 – 15 วัน
จะรู้สึกว่าร่างกายอบอุ่นและสดชื่นแข็งแรงขึ้น ทำงานได้ไม่ค่อยเพลียง่ายเช่นแต่ก่อน
กระชุ่มกระชวยสดใสขึ้นครับ

ตำรับ ยาอายุวัฒนะของไทยเรานี้ เน้นบำรุงสุขภาพร่างการปรับธาตุ
และสมดุลย์ต่างๆๆในร่างกายให้ดีขึ้นครับ หลายท่านทำไว้ใช้แล้ว ดีต่อสุขภาพมาก
รวมถึงท่านชายทั้งหลายที่ไม่ค่อยจะสมชายชาตรี อ่อนล้าอ่อนแรง เหนื่อยง่าย ไร้กำลัง
เมื่อได้นำมาดื่มเป็นเวลาครบ หกเดือนขึ้นไปแล้ว คุณจะเห็นผลเองครับ
แต่ต้องบอกกันไว้ด้วยนะครับ เมือแข็งแรงดีแล้วต้องไม่ไปเกเรนอกบ้านกันนะครับ
ที่นำมาเสนอนี้เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง
รักใคร่กลมเกลียวกันดีในครอบครัวเป็นหลักนะครับ

ส่วนประกอบ
พริกไทยดำ บุบๆ พอแตก 100 เม็ด
ขิงสดฝานเป็นแง่งบางๆ 1 แง่ง
กล้วยน้ำว้าสุกคาต้น 1 หวี
น้ำผึ้งแท้
โหลแก้ว ขนาด พอประมาณ (ให้สูงกว่ากล้วยวางแนวตั้ง)

วิธีทำ

– นำพริกไทยและขิงสดเรียงไว้ก้นโหล

– ปลอกกล้วยน้ำว้าใส่เรียงตามลงในแนวตั้ง…เรียงจนกล้วยเต็มโหล แล้วเติมน้ำผึ้งแท้
ตามลงไปจนท่วมกล้วยมิด ปิดฝาโหลตั้งทิ้งเอาไว้ สามวัน

– จากนั้นนำกล้วยมากิน เช้า 1 ลูก เย็น 1 ลูก ถ้ากล้วยใกล้หมดให้เติมกล้วยลงไปใหม่
หมักต่อไป…ทานได้เรื่อยๆเลยครับ

ตำรายาอายุวัฒนะ (สูตรที่ 2 )

จะเป็นกล้วยน้ำว้าชนิดงอมจัดๆเลยครับ คือ เปลือกกล้วยเริ่มมีจุดดำบ้างแล้ว
มาปอกเปลือกออกแล้วหั่นเป็นชิ้นบางๆ ดุจหั่นแตงกวา ปริมาณ 10 ผล ต่อน้ำผึ้ง 1
ขวดกลม (750 ซีซี) จะดองครั้งละกี่ขวดก็ได้

ส่วนน้ำผึ้งนั้นจะต้องเป็นน้ำผึ้งแท้ 100 เปอร์เซ็นต์
นำส่วนผสมมาใส่ขวดโหลดองเอาไว้ อย่าใส่ให้เต็มโหล
ประเดี๋ยวจะฟูและล้นมานอกโหลต้องดองให้ครบ 3 เดือน จึงจะใช้ได้ ระหว่าง 3
สัปดาห์แรก กล้วยจะลอยอยู่ข้างบนและจะมีรา
จงใช้ไม้ตะเกียบคนให้กล้วยข้างบนจมลงไปอยู่ด้านล่างต่อไปก็จะมีราขึ้นอีก
หมั่นคนจนไม่มีราเกิดขึ้นอีกเมื่อครบ 3 เดือนแล้ว จงเอาผ้าบางมากรองโดยไม่ต้องคั้น
น้ำจะใส มีรสเปรี้ยวนิดๆ เอากากกล้วยทิ้งไป กินแต่เฉพาะส่วนที่เป็นน้ำกินคืนละ 1
ถ้วยชาจีน หรือประมาณ 4 ช้อนคาว

กินทุกคืนก่อนนอนถ้ารับประทานมากเกินไปจะร้อนจนทนไม่ไหว เมื่อกินไปได้ 15 วัน
ท่านจะรู้สึกตัวทันทีว่า
ร่างกายอบอุ่นและกระชุ่มกระชวยผิดธรรมดาตำรับยาอายุวัฒนะของไทย
เน้นบำรุงสุขภาพร่างกาย ปรับธาตุ และสมดุลย์ต่างๆ ในร่างกายให้ดีขึ้น
หลายท่านทำไว้ใช้แล้วดีต่อสุขภาพมาก รวมถึงท่านชายทั้งหลายที่ไม่ค่อยจะสมชายชาตรี
อ่อนล้าอ่อนแรง เหนื่อยง่าย ไร้กำลัง เมื่อได้นำมาดื่มเป็นเวลาครบ
หกเดือนขึ้นไปแล้ว คุณจะเห็นผลเองครับ แต่ต้องบอกกันไว้ด้วยนะครับ
ที่นำมาเสนอนี้เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง

มารู้จัก 14 สรรพคุณ…ประโยชน์กล้วยน้ำว้า รักษาโรค

1. รักษาโรคกระเพาะอาหารได้
เพราะในกล้วยน้ำว้ามีสารแทนนินสามารถช่วยรักษาอาการท้องเสียแบบไม่รุนแรงได้
ทั้งยังช่วยแก้ท้องผูกได้ด้วย สำหรับผู้ที่เป็นโรคกระเพาะหรือกระเพาะอักเสบ
การรับประทานกล้วยบ่อยๆ จะช่วยรักษาแผลในลำไส้เรื้อรัง เพราะกล้วยมีสภาพเป็นกลาง
ทำให้ไม่ระคายเคืองในผนังลำไส้และกระเพาะอาหาร

2. ช่วยระงับกลิ่นปาก เพียงเรารับประทานกล้วยน้ำว้าหลังตื่นนอนทันที
แล้วค่อยแปรงฟัน จะสามารถช่วยลดกลิ่นปากลงได้

3. ช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ ลองรับประทานกล้วยน้ำว้าวันละ 5 – 6 ผล
จะช่วยให้อาการระคายเคืองคอลดน้อยลง

4.กล้วยน้ำว้ามีแคลเซียมสูง และจะดูดซึมเร็วมากขึ้นเมื่อถูกความร้อน
การรับประทานกล้วยบวชชีและกล้วยปิ้งจะได้ประโยชน์มากขึ้น

6. ช่วยควบคุมอุณหภูมิในร่างกายให้เป็นปกติ

7. ช่วยรักษาโรคซึมเศร้า ความเครียดได้ด้วย เพราะกล้วยมีโปรตีนชนิดหนึ่งที่เรียกว่า
ทริปโตเฟน (Tryptophan) ซึ่งช่วยในการผลิตสารเซโรโทนิน (Serotonin) หรือ
ฮอร์โมนแห่งความสุข จึงช่วยผ่อนคลายอารมณ์ได้ดี

8. ช่วยเพิ่มพลังให้แก่สมอง
เพราะมีสารที่ทำให้เกิดสมาธิและตื่นตัวตลอดเวลากล้วยน้ำว้ามีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ
ช่วยชะลอความแก่ชรา คนที่รับประทานกล้วยน้ำว้าเป็นประจำจึงยังดูอ่อนกว่าวัย

9. ช่วยในการลดความอ้วน ช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือด
ช่วยลดอาการอยากกินของจุบจิบลงได้

10. ช่วยลดอาการนอนไม่หลับ ลดอาการหงุดหงิดยามเช้า
และช่วยลดอาการหงุดหงิดของผู้หญิงในช่วงมีประจำเดือน นอกจากนั้นยัง

11. ช่วยลดอาการเมาค้างได้ ช่วยชดเชยน้ำตาลที่ร่างกายขาดไปในขณะดื่มแอลกอฮอล์
เป็นตัวช่วยสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่ เพราะในกล้วยมีวิตามินเอ บี 6
บี 12 ซี โพแทสเซียม และแมกนีเซียม ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วจากการเลิกนิโคติน

12. ช่วยรักษาอาการท้องผูก เพราะมีเส้นใยและกากอาหาร ช่วยให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ

13. ช่วยบรรเทาอาการริดสีดวงทวาร หรือในขณะขับถ่ายแล้วมีเลือดออกมา
ช่วยลดอาการเสียดท้อง ลดกรดในกระเพาะ เมื่อรับประทานกล้วยจะทำให้รู้สึกดีขึ้น

14. ช่วยรักษาโรคโลหิตจาง เพราะในกล้วยมีธาตุเหล็กสูง
จึงช่วยในการผลิตฮีโมโกลบินในเลือด
เพื่อรักษาภาวะโลหิตจางหรือผู้ที่อยู่ในสภาวะขาดกำลัง

15. ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง หรือเส้นเลือดฝอยแตกได้
ช่วยลดโอกาสเสี่ยงของการเกิดเส้นโลหิตแตก
รู้หรือไม่ว่า กล้วยน้ำว้า 1 ผล ให้พลังงานถึง 100 แคลอรี
และมีน้ำตาลธรรมชาติที่สำคัญอยู่ถึง 3 ชนิด ได้แก่ กลูโคส ซูโครส และฟรุคโทส
นอกจากนั้นยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุอย่างธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียม
คาร์โบไฮเดรต ที่ช่วยป้องกันโรคความดันได้

แหล่งที่มา : ideadeede

จากกรณีมีการออกมาเตือนปรากฏการณ์พระจันทร์สีเลือด จันทรุปราคาเต็มดวงครั้งแรกของปี 61 ในวันที่ 31 ม.ค. หลายโหรให้ระวังจะเกิดเหตุร้ายนั้น ล่าสุด หมอลักษณ์ เรขานิเทศ โหรฟันธงชื่อดัง โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับปรากฏการณ์พระจันทร์สีเลือดว่า

“ปรากฏการณ์พระจันทร์สีเลือด สุดยอดมหามงคลครั้งแรกในปี ๒๕๖๑ ว่าด้วยดวงชะตา ๑๒ ราศี (ตอนที่ 3)

ในยามนี้ คนไทยต้องการ”ขวัญและกำลังใจ”พร้อมทั้งรอเวลาและโอกาสเพื่อการเริ่มต้น เดินหน้าสามัคคีขับเคลื่อนประเทศไทยให้บังเกิดความเจริญรุ่งเรือง และขับเคลื่อนดวงชะตาของตนเองไปสู่ความเจริญก้าวหน้า ความสุขและความสำเร็จ”

ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ คือเครื่องแสดงการนัดหมาย การลงมือปฏิบัติการ ในเรื่องที่ถูกต้องตามกฎหมายและศีลธรรม ตลอดจน สัมมาอาชีพ ตามเกณฑ์ทางโหราศาสตร์ ที่เรียกว่า “วันจันทร์ คุรุ สุริยา วันแห่งชัยชนะและรุ่งเรือง” ราศีต่างๆ จึงควรตื่นรู้ มีสติ และตั้งความหวัง เป้าหมาย และลงมือปฏิบัติเป็นปฐมฤกษ์ ในวันและช่วงวันดังกล่าวตามดวงชะตาเมือง ตามบทความในชุดที่ ๒ ตามที่โพสต์ให้ข้อมูลไปแล้ว

ฟันธงสุดยอด มหามงคลเปิดดวง 4 ราศี ชะตาชีวิตพลิกผันจากร้ายกลายดี!!!

ราศีเมษ การงานเริ่มขยับมีจังหวะที่เริ่มต้นสู่ความมั่นคง ความสำเร็จ ได้ ทั้งเกณฑ์ “จันทร์คุรุสุริยา”และ “ปัศวะเกณฑ์” ราศีเมษ ที่ตื่นรู้ตั้งเป้าหมาย ลงมือทำ จากนี้ รุ่งเรืองฟันธง แถมใครโสดจะได้เจอคู่แท้ และจะสมหวังลงเอยไม่เกินตุลาคมปีนี้ฟันธง

ราศีกรกฎ มีเกณฑ์ โยกย้ายเปลี่ยนแปลงชีวิตครั้งใหญ่ เรื่องใหม่ บ้าน ที่ดิน รถยนต์ ที่ทำงาน แต่เมีย(สามี)คนเก่าคนเดิม ฮาาาา ดวงชะตาได้ทั้งปทุมเกณฑ์และอัมพุเกณฑ์

ราศีตุลย์ งานล้นมือ ชีวิตรุ่งโรจน์ ด้านการเงินจ่อๆรอใกล้หมดหนี้หมดสิน รวยยยยยฟันธง แต่ใครเป็นโสด เจอคนที่น่าสนแต่ยังคง โสดดดดต่อไป ฟันธง

ราศีมังกร มีเกณฑ์เดินทางใกล้ไกล การงานขยับหลังจาก หมดไฟมาเกือบ 2ปี ถ้าหาหนทางลุยอีกครั้งคราวนี้ แรงงงยิ่งกว่า กินไวอากร้า ฟันธง

ชัดเจนที่สุดใน 4 ราศี นี้ ครับ ส่วนราศีอื่นๆ หาหนังสือ “ฟันธง12ราศีปี2561 ที่ผมตั้งใจเขียน มีจำหน่ายแล้วที่ร้าน 7-11 ทั่วประเทศ ครับ ติดตามตอนที่ 4 ต่อไป วิธีการ ปฏิบัติ ให้เป็นมงคล ในวันเกิดจันทรุปราคา รออ่านครับ

ลักษณ์ เรขานิเทศ ”

โดยก่อนหน้านี้ หมอลักษณ์ โพสต์ข้อความเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในตอนที่ 1 และ 2 ไว้ด้วย ดังนี้

พระจันทร์สีเลือด สุดยอดมหามงคลครั้งแรกในปี ๒๕๖๑ ตอนที่ ๑ ไปกันใหญ่ บรรดาคนที่อ้างตนเป็นหมอดู เป็นโหรที่ไม่รู้หลักวิ…

โพสต์โดย โหรฟันธง ลักษณ์ เรขานิเทศ บน 29 มกราคม 2018

ปรากฏการณ์พระจันทร์สีเลือด สุดยอดมหามงคลครั้งแรกในปี๒๕๖๑ ตอนที่ ๒ ว่าด้วยเรื่องดวงชะตาเมือง ด้วยเพราะมีผู้ไม่รู้จร…

โพสต์โดย โหรฟันธง ลักษณ์ เรขานิเทศ บน 29 มกราคม 2018

แหล่งที่มา : khaosod

วันที่ 30 ม.ค. ที่หอประชุมเปรมติณสูลานนท์ ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าฯนครราชสีมา เป็นประธานการประชุมกรรมการและหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดนครราชสีมา ครั้งที่ 1/2561 ถึงการจัดพิธีถวายเพลิงสรีระสังขาร พระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ)

จากนั้นแถลงถึงการจัดพิธีฯ ว่า ศิษยานุศิษย์ได้ดำเนินการตามความประสงค์ของหลวงพ่อคูณ ซึ่งเขียนพินัยกรรม เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.2543 ภายหลังมรณภาพให้มอบศพแก่ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) นำไปศึกษาค้นคว้าตามวัตถุประสงค์ เมื่อสิ้นสุดให้จัดงานบำเพ็ญกุศลแบบเรียบง่าย ละเว้นการพิธีสมโภชใดๆ โดยให้กระทำพิธีเช่นเดียวกับการจัดพิธีศพอาจารย์ใหญ่นักศึกษาแพทย์ประจำปี แล้วนำไปเผาที่ฌาปนสถานวัดหนองแวง พระอารามหลวง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น หรือวัดอื่นใด ส่วนอัฐิ เถ้าถ่านและเศษอังคารทั้งหมด ให้นำไปลอยที่แม่น้ำโขง จ.หนองคาย ตามที่เห็นสมควรและเหมาะสม

รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดี มข. พร้อมบุคลากรคณะแพทย์ศาสตร์ มข. ได้รายงานความคืบหน้าการเตรียมจัดพิธีบำเพ็ญกุศลศพร่างอาจารย์ใหญ่หลวงพ่อคูณ ว่า ได้กำหนดสถานที่ประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อคูณ ที่พุทธมณฑลอีสาน ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น เปลี่ยนจากเดิมที่วัดหนองแวง อารามหลวง เนื่องจากพื้นที่ค่อนข้างคับแคบ โดยใช้งบกรมทางหลวง 230 ล้านบาท ดำเนินการออกแบบและก่อสร้างถนนทางเข้าและปลูกต้นคูณประดับตลอดริมข้างทางจนถึงศูนย์กลางพิธีกรรม ซึ่งเป็นเมรุลอย ตั้งอยู่บนฐานรูปทรง 8 เหลี่ยม จินตนาการตามบรรยากาศเขาพระสุเมรุ มี 3 ชั้น บันได 4 ด้าน มีกำแพงแก้ว และสัตว์หิมพานอยู่ทั้ง 4 ทิศ ล้อมรอบด้วยอาคารลักษณะศาลาเอนกประสงค์ 3 หลัง เมื่อเสร็จสิ้นการประกอบพิธีกรรม สถานที่แห่งนี้จะเป็นอนุสรณ์สถานสามารถรองรับบุคคลสำคัญหรือจัดกิจกรรมอาจารย์ใหญ่ของมหาวิทยาลัยฯ

“แม้นพินัยกรรมได้ระบุต้องการความเรียบง่าย แต่หลวงพ่อคูณ ฯ เป็นเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียง จึงต้องให้มีความสง่างามสมพระเกียรติ เราจึงใช้เมรุลอยบนนกหัสดีลิงค์ ซึ่งต้องออกแบบนกหัสดีลิงค์ที่ยังไม่เคยมีบนโลกนี้ เน้นความสง่างามและเรียบง่ายตามวิถีของหลวงพ่อคูณ รู้อยู่ รู้มี รู้ดี รู้ธรรม รู้พอ นำมาใช้เป็นโจทย์ใช้ในการออกแบบและประสานทายาทเชื้อสายนางสีดามาประกอบพิธีรำประหารนกหัสดีลิงค์ ” อธิการบดี มข.กล่าวย้ำ

เป็นเวลากว่า 2 ปี ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้เตรียมการจัดงานบำเพ็ญกุศลและณาปนกิจสรีระสังขารอาจารย์ใหญ่หลวงพ่อคูณให้สมเกียรติ คาดจะเป็นช่วงเดือนพ.ย.ปีนี้ ซึ่งอยู่ในช่วงต้นฤดูหนาว จึงไม่ต้องกลัวฝนตก ขณะนี้ขั้นตอนพิธีกรรมต่างๆ ค่อนข้างสมบูรณ์ จึงถือโอกาสนำข้อมูลสำคัญมาเสนอแก่หัวหน้าส่วนราชการ เพื่อนำไปเผยแพร่ให้ชาวโคราชได้รับทราบข้อมูล ล่าสุดอยู่ระหว่างแสวงหาผู้รับเหมารับจ้างดำเนินการก่อสร้างสถานที่ประกอบพิธีกรรม กำหนดเสร็จอย่างช้าภายในเดือนต.ค.นี้ หากมีจิตศรัทธาต้องการบริจาคสมทบทุนสามารถประสานงานได้ที่ มข.

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้เปิดเผยแบบจำลองเมรุลอยหลวงพ่อคูณ ซึ่งเป็นรูปนกหัสดีลิงค์เทินบุษบกสีขาวทั้งหลัง สูง 22.6 เมตร ฐานกว้าง 16 เมตร ที่มีขนาดใหญ่และงดงาม

รศ.ดร. นิยม วงศ์พงษ์คำ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ ประธานกรรมการฝ่ายออกแบบเมรุลอยหลวงพ่อคูณ เผยว่า ได้ออกแบบเป็นรูปนกหัสดีลิงค์เทินบุษบกสีขาวบริสุทธิ์ทั้งหลังซึ่งจินตนาการถึงสวรรค์ บนฐานแปดเหลี่ยม สูง 22.6 เมตร และฐานเมรุกว้าง 16 เมตร ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุด พร้อมประดับประดาด้วยสรรพสัตว์ต่างๆ จากเขาพระสุเมรุ เพื่อจำลองเขาพระสุเมรุตามคติในพระพุทธศาสนา โดยออกแบบใหม่ทั้งหมดให้มีรูปทรงและลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ โดยแสดงถึงอัตลักษณ์ความโดดเด่นของชาวอีสาน เพื่อให้ผลงานออกมาวิจิตรงดงามที่สุด สมกับเป็นสถาบันที่เป็นศูนย์รวมทางความคิด สติปัญญา และการศึกษาของภาคอีสาน

นอกจากขนาดที่ใหญ่และความงดงามที่สุดของเมรุลอย นกหัสดีลิงค์ที่ประกอบเมรุลอยนี้ ยังจะถูกสร้างให้มีกลไกในการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ได้ อาทิ หันศีรษะ ม้วนงวง กระพริบตา กระดิกหู และมีเสียงร้อง เพื่อประกอบพิธีการในวันพิธีพระราชทานเพลิงสรีระสังขารหลวงพ่อคูณ

แหล่งที่มา : khaosod

สถาบันส่งเสริมและพัฒนาเกษตรอินทรีย์เพื่อการส่งออก (สพอ.) เป็นสถาบันเอกชน
ที่บริหารโดย “ดร.สมบูรณ์ เพชรดิน” อดีตนักวิชาเกษตร ของกรมส่งเสริมการเกษตร
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ผันตัวเอง ออกมาเปิดสถาบัน
เพื่อหวังจะชุบชีวิตเกษตรกรไทยด้วยเกษตรอินทรีย์

สำหรับโครงการ 1 ไร่ 1 ล้าน เป็นหนึ่งในโครงการเกษตรอินทรีย์
เพื่อการส่งออกของสถาบัน ซึ่ง แนวคิดของโครงการ 1 ไร่ 1 ล้าน เกิดขึ้นมาจาก
ครั้งหนึ่ง มีผู้ประกอบการรายหนึ่ง มีที่ดิน และต้องการให้ ”ดร.สมบูรณ์”
ช่วยดูแลด้านการปลูกเมล่อนให้ ซึ่งครั้งนั้นเขารับปากทันที เพราะตอนนั้น คิดว่า
อยากจะหาพื้นที่เพื่อทำแปลงทดลองปลูกเมล่อน ในแบบต่างๆ โดยได้นำระบบโรงเรือนแบบปิด
ที่มีชุดควบคุมอัตโนมัติ ในการให้น้ำและอาหาร พร้อมกับทดสอบสายพันธุ์ใหม่
และสายพันธุ์เดิม บนพื้นที่ 27 ไร่ ครั้งนั้นทำโรงเรือนเกือบ 100 โรง ใช้เงินถึง 25
ล้านบาท

ทั้งนี้ ประสบความสำเร็จอย่างกมาก เพราะ 1 โรงเรือน สามารถทำเงินได้หลักแสนบาท
และคืนทุน 25 ล้านบาท ภายในระยะเวลา ไม่เกิน 1 ปี
ผลผลิตที่ได้นอกจากจำหน่ายในประเทศ และส่งออกไปต่างประเทศ สิงคโปร์ และฮ่องกง
หลังจากประสบความสำเร็จจากแปลงปลูกเมล่อน ครั้งแรก
ได้ขยายพื้นที่การปลูกไปอีกหลายพื้นที่ พร้อมกับการขายแฟรนไชส์ โครางการ 1 ไร่ 1
ล้าน ซึ่งนอกจาก เมล่อน ก็ยังมีพืชใบอื่นๆ เช่น ผักสลัด และผักอื่นๆ
ปัจจุบันได้ทำโครงการ 1 ไร่ 1 ล้าน ไปแล้วจำนวน 45 ฟาร์มทั่วประเทศ

ดร.สมบูรณ์ เล่าว่า ผู้ที่ซื้อแฟรนไชส์ กับเรา จะดำเนินการจัดการทุกอย่างให้ทั้งหมด
รวมไปถึงในส่วนของการตลาดก็ดูแลให้ด้วย โดยรับซื้อผลผลิตในราคาประกัน
ภายใต้คอนเซ็ปต์ปลูกที่ไหนขายที่ไหน และมีบริการจัดการภายในฟาร์มแบบครบวงจร
รองรับการเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว เช่น การสร้างอาคารร้านค้า ฝึกอบรม
โรงแปรรูปพืชผลการเกษตร ซึ่งเป็นช่องทางสร้างรายได้ จากการจำหน่าย สินค้าหน้าฟาร์ม
อีกทางหนึ่ง และผลผลิตที่เหลือ ก็ส่งจำหน่ายที่โรงแรม ภัตตาคาร หรือ
ร้านค้าที่ต้องการพืชผักปลอดสารพิษ

ในส่วนของตลาดต่างประเทศ
ปัจจุบันตลาดมีความต้องการผลผลิตที่เป็นเกษตรอินทรีย์สูงมาก
ทางเราได้มีการติดต่อผู้ค้าในต่างประเทศ
โดยลูกค้าจะเดินทางมาดูฟาร์มที่เข้าร่วมโครงการกับเรา
โดยจะติดต่อซื้อขายทำคอนเท้กกันเป็นฟาร์มๆไป ส่วนตลาดในประเทศ
ความต้องการสินค้าเกษตรอินทรีย์ก็มีสูงเช่นกัน ตอนนี้ ยังมีไม่เพียงพอ
คิดว่าน่าจะขยายตลาดในประเทศได้มากขึ้น

ดร.สมบูรณ์ บอกว่า หลังจากที่มีการทำข้อตกลงร่วมกัน ในลักษณะของการขายแฟรนไชส์
ทางสถาบันจะดำเนินการ พร้อมกับวางแผน และส่งเจ้าหน้าที่คอยให้คำปรึกษา เรียกว่า
เป็นการทำเกษตรแบบมีพี่เลี้ยง ซึ่งที่ผ่านมา ลูกค้าส่วนใหญ่
ของเราจะทำการเกษตรไม่เป็น แต่มีพื้นที่ และมีเงิน ก็จะมาขอความช่วยเหลือ
และให้เราช่วยดำเนินการให้ จึงได้เป็นที่มาของแฟรนไชส์ ประกอบกับ
มีลูกค้าต่างประเทศ ที่ต้องการสินค้าเกษตรอินทรีย์ และที่ผ่านมา
ไม่สามารถหาสินค้าป้อนได้ตลอด เราจึงได้คิดโครงการนี้ ขึ้นมา

ปัจจุบัน มีเครือข่ายที่เปิดฟาร์มเกษตรอินทรีย์กับเรา เพิ่มมากขึ้น โดยลูกค้าของเรา
เกือบทั้งหมด ไม่ใช่เกษตรกร แต่จะเป็นกลุ่มที่ต้องการทำการเกษตร
และมองเห็นผลตอบแทนที่จะได้รับจากการทำการเกษตร เช่น เจ้าของกิจการ นายธนาคาร ฯลฯ
ซึ่งลูกค้าจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ไม่มีที่ดิน
แต่พอใจแปลงเกษตรที่เราดำเนินการอยู่
ซึ่งพื้นที่เราทำส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะของการเช่า ส่วนอีกกลุ่มหนึ่ง มีพื้นที่
และให้เราเข้าไปช่วยออกแบบให้ ทุกอย่าง คิดราคาเดียวกัน คือ 1 ไร่ 1 ล้านบาท

นอกจาก การทำโครงการ 1 ไร่ 1 ล้าน
เพื่อยกระดับการเกษตรให้กับกลุ่มคนที่พอจะมีเงินและต้องการทำการเกษตรยุคใหม่แล้ว
ในส่วนของเกษตรกร ตัวจริง ทางสถาบันฯ ได้เปิดฝึกอบรม และรับเป็นวิทยากร
ให้กับหน่วยงานต่างๆ ที่ติดต่อเข้ามา และพร้อมจะให้คำปรึกษา
และเกษตรกรร่วมกลุ่มกันมา และต้องการทำเกษตรแปลงใหญ่ ทางสถาบันฯแนะนำว่า
การที่ภาครัฐนำเงินมาปล่อยให้เกษตรกรกูู้ โดยไม่รู้ว่า นำเงินไปทำอะไร
อยากให้นึกถึงโครงการของเรา เพราะเงินที่ปล่อยกุู้ นำมาให้เราบริหารจัดการ
ทุกอย่างจะกลับคืนสู่เกษตรกร และเราก็จะได้เกษตรกรที่เป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์
และได้ความยั่งยื่นทางด้านการเกษตรของไทย

สำหรับ โครงการเกษตรอินทรีย์ทางเลือกปลูกนอกโรงเรือน
ทางสถาบันดำเนินการกับเกษตรกรในพื้นที่ มีพืชหลากหลายชนิด ได้แก่ อินทผาลัม โกโก้
ถั่วดาวอินคา ตีปลี มะละกอเรดเลดี้ กล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 และถั่งเช่า
ซึ่งพืชทั้งหมด เป็นพืชที่สามารถปลูกได้นอกโรงเรือน และเป็นพืชที่ปลูกง่าย
และราคาดี เช่น อินทผาลัม และต้นโกโก้ ปัจจุบันได้พัฒนาสายพันธุ์
จนสามารถปลูกได้ทุกพื้นที่ โดยพืชทั้ง 2 ชนิด ใช้ระยะเวลาในการปลูก 2-3 ปี
ราคาอินทผาลัม รับซื้อผลสด กิโลกรัมละ 900 บาท อินทผาลัม 1 ต้น
สามารถทำเงินได้หลักหลายแสนบาท

ส่วนโกโก้ เป็นไม้ยืนต้น ที่จัดเป็นไม้ป่า ปลูกง่าย ส่วนใหญ่เกษตรกรนำไปปลูกแซม
กับพืชอื่นๆ เช่น ปลูกแซมในสวนยาง เนื่องจากโกโก้ ชอบแดดรำไร
จึงนิยมปลูกแซมกับไม้อื่นๆ ซึ่งสถาบันฯได้ทดลองโกโก้
หลายสายพันธุ์เพื่อให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ เช่น สายพันธุ์ อินโด
สามารถปลูกได้พื้นที่ภาคตะวันออก ของไทย หรือ ภาคอีสาน และภาคเหนือ เป็นต้น

สำหรับผลผลิตเมล็ดโกโก้แห้งจำนวนเมล็ดโกโก้ 1 ผล (ฝัก) มี 30-40
เมล็ดถูกห่อหุ้มด้วยเยื่อและเมือก
เมือกเหล่านี้จะทำให้เกิดกลิ่นหอมหลังจากการหมักเมล็ดพื้นที่ปลูกโกโก้ 1ไร่ ประมาณ
150-200 ต้น หลังปลูก3ปีให้ผลผลิตเมล็ดโกโก้แห้งประมาณ 300-500 กิโลกรัม
ราคาจำหน่ายเมล็ดโกโก้แห้งประมาณ 60-120 บาทต่อกิโลกรัม
ซึ่งโกโก้เป็นพืชที่สามารถปลูกทดแทนการนำเข้าได้ ปัจจุบันประเทศไทย
นำเข้าผงโกโก้มากถึง 3-4 หมื่นตัน เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม
และยาสูบ

ส่วนถั่วดาวอินคา เป็นกลุ่มสมุนไพร ที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมความงาม และสุขภาพ
ราคาของถั่วดาวอินคา กิโลกรัมละ 300 บาท ส่วนดีปลี จัดอยู่ในกลุ่มเครื่่องเทศ
ทีตลาดต่างประเทศมีความต้องการสูงมาก ซึ่งทั่วถั่วดาวอินคา และ ดีปลี
ใช้ระยะเวลาในการปลูกเพียง 1-2 ปี แต่สามารถเก็บผลผลิตไปได้ยาวนาน 30-50 ปี

ดร.สมบูรณ์ กล่าวว่า ผู้ที่เข้าร่วมโครงการกับทางสถาบัน จะต้องขึ้นทะเบียน
เพื่อรับรองการเป็นเกษตรอินทรีย์ และทางสถาบันฯช่วยเหลือ สนับสนุนปัจจัยการผลิต
และการให้คำปรึกษา เป็นการทำการเกษตรแบบมีพี่เลี้ยง เพราะต่อจากนี้ไป การทำการเกษตร
เกษตรกรจะทำกันแบบเดิมไม่ได้ ทุกอย่างจะต้องศึกษา และมีพี่เลี้ยง
จึงจะช่วยผลักดันภาคการเกษตรของไทย ให้สามารถแข่งขันได้กับ นานาประเทศ

“ดร. สมบูรณ์” เล่าถึงเหตุผลที่เปิดสถาบันแห่งนี้ ว่า
มองเห็นปัญหาด้านการเกษตรของไทย ว่า เราไม่มีการพัฒนา และล้าหลังไปมาก ถ้าวันนี้
ยังไม่ปรับภาคการเกษตร ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง
เราจะต้องเสียตลาดส่งออกสินค้าเกษตรให้กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างแน่นอน เพราะตอนนี้
หลายๆ ประเทศรอบบ้าน มีการพัฒนาการเกษตรแบบก้าวกระโดด กลายเป็น
เกษตรยุคใหม่กันไปหมดแล้ว ด้วยเหตุนี้เอง ผมจึงตัดสินใจ ลาออกจากงาน
อาศัยประสบการณ์ จากการเป็นนักวิชาการ และเป็นอาจารย์สอนด้านการเกษตร
ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มาทุ่มเทกับการยกระดับภาคการเกษตรของไทย ให้เป็นเกษตรปลอดภัย
และยังคงเป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญของโลก สมกับการเป็นครัวโลก ต่อไป

แหล่งที่มา : taibann

ไข่นั้นนอกจากจะมีโปรตีนที่มีประโยชน์ต่อคนแล้ว ยังมีประโยชน์พืชอีกด้วย

เพราะเมื่อเรานำมาหมักก็จะได้ฮอร์โมนไข่ที่ช่วยในการเจริญเติบโตของพืช กระตุ้นตาดอก
เพิ่มจุลินทรีย์ในดิน ช่วยย่อยอินทรีย์วัตถุในดิน

ทำให้ดินร่วนซุยอุ้มน้ำได้ดีและทำให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก
โดยเกษตรกรสามารถผลิตใช้เองในการทำเกษตรได้ง่าย ๆ ดังนี้

วัตถุดิบ

*ไข่ไก่ 5 กิโลกรัม (ไข่เป็ดก็ได้)

*น้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม (น้ำตาลไม่ฟอกสี)

*ยาคูลท์ 1 ขวด (ถ้าไม่มีให้ใช้นมเปรี้ยวที่มีจุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัส)

*ลูกแป้งข้าวหมาก 1 ก้อน

*น้ำสะอาด 4 ลิตร

วิธีทำฮอร์โมนไข่

นำไข่ไก่ตอกใส่ถังที่ใช้หมัก ใช้ไม้คนดังภาพ

ใส่นมเปรี้ยวยาคูลท์ลงไป

นำลูกแป้งข้าวหมากบดให้ละเอียด

เทลูกแป้งข้าวหมากที่บดแล้วลงไป

ใส่น้ำตาลทรายแดง พร้อมกับคนให้เข้ากัน

เติมน้ำ 4 ลิตร

หมักไว้ 14 วัน ระหว่างหมักให้เปิดคนวันละครั้ง

ครบ 14 วัน กรองเอาเฉพาะน้ำ ส่วนเปลือกไข่ก็นำเอาไปทำปุ๋ยได้

วิธีทำฮอร์โมนไข่วิธีใช้ ฮอร์โมนไข่

สูตรปกติ : นำฮอร์โมนไข่ 2 ช้อนโต๊ะ + จุลินทรีย์หน่อกล้วย 2 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 20
ลิตร ไปรดต้นไม้ได้ทุกชนิดทุก 7 วัน จะทำให้พืชเจริญงอกงามโดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมี
ผลผลิตที่ได้จะมีคุณภาพปลอดต่อสุขภาพของผู้บริโภค

สูตรเร่งรัด : ฮอร์โมนไข่ 2 ช้อนโต๊ะ + น้ำ 2 ลิตร ฉีดหรือรดพืชผัก
เพื่อเร่งการเจริญเติบโตดีนักแล

แหล่งที่มา : taibann

“สมเกียรติ ผักอร่อย” ฟาร์มรับซื้อผัก ที่ได้รับมาตรฐาน GMP ในการผลิต
การคัดบรรจุผัก เพื่อส่งจำหน่าย
และเป็นแหล่งศึกษาดูงานด้านการเกษตรและการคัดบรรจุที่ทันสมัย

ซึ่งน่าจะเป็นต้นแบบเกษตรกรคนรุ่นใหม่ และขยายผลไปสู่เกษตรกรรายอื่น
เพื่อให้เกิดเครือข่าย ความเข้มแข็ง สามารถใช้วิถีชีวิตเกษตรพอเพียง
แต่มีรายได้เพิ่มขึ้นแบบสม่ำเสมอและยั่งยืน

จากแม่ค้าผัก ตลาดสด จบ ป.6 สร้างอาณาจักรผัก

คุณสมเกียรติ ลำพันแดง และ คุณสุนันทร์ สตะจริง คู่สามีภรรยา เจ้าของสวน “สมเกียรติ
ผักอร่อย” เล่าให้ฟังว่า ทั้งคู่ไม่ได้เรียนจบสูงมากนัก
เรียนจบแค่เพียงชั้นประถมศึกษา ยึดอาชีพแม่ค้าขายผักในตลาดสด เมื่อประมาณ 6-7
ปีก่อน และได้รับรู้ปัญหาอย่างหนึ่งของการขายผักคือ ตลาดผักไม่สม่ำเสมอ
ไม่สม่ำเสมอในที่นี้หมายถึง ผักบางชนิดก็หายากในบางฤดู บางชนิดก็เยอะเกิน
และบางชนิดก็หาไม่ได้ ขาดตลาดไปเลยก็มี

ยกตัวอย่าง ผักบุ้ง บางฤดูหายากในตลาด ลูกค้ามีความต้องการ แต่แม่ค้าไม่มีขาย
หรือบางทีก็มีเยอะเกินไป ซึ่งด้วยความเป็นแม่ค้าก็สงสัยว่าทำไมมันถึงเป็นเช่นนั้น
เลยคิดหาวิธีการว่าจะทำอย่างไร ถึงจะมีผักขายได้ตลอด มีมากมีน้อย
ก็ควรน่าจะต้องมีขาย

คิดแบบนั้นเลยเริ่มมองหาคู่ค้า เจ้าของสวนผัก เจ้าโน้นเจ้านี้
มารวบรวมส่งผักขายให้กัน โดยพอเริ่มรวบรวมผัก ก็ได้หน่วยงานของเกษตรจังหวัดสระบุรี
เข้ามาให้การช่วยเหลือ และจากนั้นจึงได้รับคำแนะนำให้มีระบบมาตรฐานของห้าง
จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการทำมาตรฐาน GMP

โดยคุณสมเกียรติ บอกรายละเอียดว่า “มาตรฐาน GMP คือ
หลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ
เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค GMP เป็นเกณฑ์
หรือข้อกำหนดพื้นฐานที่จำเป็นในการผลิตและควบคุม
เพื่อให้ผู้ผลิตปฏิบัติตามและทำให้สามารถผลิตอาหารได้อย่างปลอดภัย

โดยครอบคลุม 6 ประการ คือ 1. สุขลักษณะของสถานที่ตั้งและอาคารผลิต 2. เครื่องมือ
เครื่องจักร และอุปกรณ์ ที่ใช้ในการผลิต 3. การควบคุมกระบวนการผลิต 4. การสุขาภิบาล
5. การบำรุงรักษาและการทำความสะอาด และ 6. บุคลากร

พัฒนามาเรื่อยๆ จนได้รับมาตรฐาน และขยายกำลังการผลิต และการรวบรวมไปเรื่อยๆ
จนสามารถกลายเป็นผู้รวบรวมผักขายได้ ส่งขายไปยังห้างแม็คโคร 4 สาขา
ในพื้นที่เขตจังหวัดสระบุรี จากยอดส่งผัก 200-300 กิโลกรัม
ปัจจุบันสามารถส่งผักจำหน่ายได้ถึง 5-6 ตัน ต่อวัน”

ปัจจุบัน “สมเกียรติ ผักอร่อย” ในฐานะผู้รวบรวมผัก
สามารถพัฒนาไปถึงขั้นของระบบคิวอาร์โค้ต เพื่อสแกนว่าผักถุงนี้มาจากฟาร์มไหน
ใครเป็นผู้ปลูก ได้มาตรฐานอะไรบ้าง ผ่านการรับรองจากกระทรวงใด
โรงคัดบรรจุสะอาดปลอดภัยหรือไม่ แค่ใช้มือถือสแกนหน้าถุง
รายละเอียดก็จะขึ้นข้อมูลให้ผู้บริโภคทราบได้

เปลี่ยนวิถีจาก “ผู้รวบรวม” เป็นเกษตรกร มืออาชีพ

ยึดอาชีพ “ผู้รวบรวมผัก” ทำมาตรฐานส่งห้างตลอด 6 ปีที่ผ่านมา
คู่สามีภรรยาจึงหันมาสร้างฟาร์มผักเป็นของตัวเองบ้าง
เนื่องด้วยรู้และพอมีประสบการณ์ด้านการตลาด
จึงเข้าใจและรู้ความต้องการของตลาดว่าต้องการผักแบบไหน จึงหันมาปลูกผักขาย
เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่

คุณสุนันทร์ บอกว่า ตั้งแต่ต้นปี 2559 มานี้ “สมเกียรติ ผักอร่อย
ได้ปรับตัวจากผู้รวบรวมผัก มาปลูกผักเองบ้าง โดยใช้พื้นที่กว่า 16
ไร่ที่มีในพื้นที่ ที่มีอยู่ในตำบลโคกสว่าง อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี มาเพาะปลูก
เน้นการปลูกให้ได้มาตรฐาน เป็นการปลูกผักแบบยกระดับ คุณภาพของผัก
ปลูกแบบออร์แกนิกโดยเน้นขายไปที่ตลาดสุขภาพ ราคาขายจึงสูง
มีมูลค่าทางตลาดมากยิ่งขึ้น

โดยแบ่งพื้นที่เพื่อปลูกผักบุ้ง กวางตุ้ง คะน้า และปลูกมะพร้าวน้ำหอม
โดยจุดประสงค์ที่ปลูกมะพร้าวคือ เพื่อต้องการให้ธรรมชาติปรับช่วยกันเอง
เพราะใบของมะพร้าวช่วยกรองแสงแดดได้บางส่วน ในขณะที่สร้างร่มเงา
ลูกมะพร้าวน้ำหอมก็สามารถขายได้อีกด้วย

ส่วนพื้นที่ในการปลูกพืชจำพวกผักสลัดนั้น คุณสมเกียรติ บอกว่า
มีพื้นที่น้อยก็สามารถทำได้ มีพื้นที่เพียง 5 ตารางวา ก็ทำเงินหมื่นได้ง่ายๆ
ต่อเดือน เพราะพืชเหล่านี้ใช้เวลาปลูกไม่นาน ประมาณ 25-30 วัน
ก็สามารถตัดขายได้แล้ว

โดยอาศัยแนวคิดการตลาดที่ว่า การจะประสบความสำเร็จได้ จำเป็นต้องถามตัวเองก่อนว่า
วางแผนดีหรือยัง อยากขายให้ใคร รู้ว่าจะขายให้กลุ่มไหน คุณภาพต้องเป็นแบบใดด้วย
และต้องทำเกษตรให้ปลอดภัย”

ด้านยอดขาย คุณสุนันทร์ บอกว่า “ยอดขายในฐานะของผู้รวบรวมผัก ยอดขายอยู่ที่ประมาณ
16 ล้านบาท ต่อเดือน แต่ถ้าในฐานะของเจ้าของฟาร์มผู้ปลูกผักเองนั้น แยกส่วนกัน
ส่วนใหญ่ผักที่ปลูกที่นี่ มักขายที่หน้าสวนไปเลย ราคาค่อนข้างสูงกว่าผักที่อื่นมาก
เพราะเป็นผักออร์แกนิก รายรับอาจไม่มากเท่าฐานะผู้รวบรวมผัก แต่ก็ถือว่าดีมาก”

คุณสุนันทร์ ยังบอกอีกว่า กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ล้มลุกคลุกคลานมาก่อน
จึงต้องเรียนรู้และพยายามทำความเข้าใจ ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่มักทำไม่เป็นระบบ
ผลผลิตที่ได้เลยไม่ค่อยได้มาตรฐาน ล้นตลาดกันบ้าง ขาดตลาดกันบ้าง
ต้องมีการวางแผนและปรับตัวทำตามระบบกันให้มากขึ้น

ส่วนคุณสมเกียรติ ฝากทิ้งท้ายไว้ว่า “ตลาดผักในประเทศไทยยังไปได้อีกไกล
แต่เกษตรกรคนไทยยังไม่ค่อยมีความเข้าใจ ถ้าหากอยากปลูกผัก ทำการเกษตร
ก็อยากให้ลองหามุมมอง ปรับวิธีคิด คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ผลิตและผู้บริโภค
คุณภาพที่ได้มาตรฐาน และที่สำคัญ จิตใจที่รักการเกษตร มีความใส่ใจ
เชื่อว่าจะสามารถพัฒนาและยกระดับปลูกผักส่งขายได้”

ใครที่สนใจสามารถแวะไปเที่ยวชม “สมเกียรติ ผักอร่อย” ได้ที่ เลขที่ 45/1 หมู่ 7
ตำบลโคกสว่าง อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี หรือโทรศัพท์ไปสอบถามกันได้ที่ (061)
445-3544, (083) 893-5522

แหล่งที่มา : taibann