สวัสดีค่ะ ชาวเตือนสติทุกท่าน มีใครชอบสั่งของแบบหิ้วของมากันบ้างไหมคะ และ มีใครหลายคนเคยสงใสไหมคะว่า ! ทำไม ต้องบวกแพงเป็นเท่าตัว จากราคาป้ายด้วย วันนี้ทางเตือนสติ จะพาไปพบกับคุณ  Ruampond Chuthai เธอจะมาเฉลยเหตุผล อย่างชัดเจน พร้อมเปิดชีวิตการเปินแม้ค้ารับหิ่วให้ทุกคนได้รับรู้ ซึ่งจะเป็นอย่างไรนั้น เชิญอ่านกันเลยค่ะ

แม่ค้ารับหิ้วสินค้าขอระบาย กว่าจะได้ของมาแต่ละชิ้นไม่ง่าย อุปสรรคมากมาย แต่ก็ทุ่มสุดตัวเพื่อลูกค้า แม้บางครั้งได้กำไรแค่หลักร้อย เหตุที่ยอมทนก็เพราะใจมันรัก ได้แค่หยิบจับผ่านมือก็ภูมิใจ

ในโลกปัจจุบัน ที่ผู้ขายสินค้าหันมาทำการตลาดผ่านทางออนไลน์มากขึ้น อาชีพแม่ค้ารับหิ้วก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ส่วนลูกค้าก็มีหน้าที่แค่รอรับของแบบสบาย ๆ อยู่ที่บ้าน แต่ทั้งนี้ ก็มีหลายครั้งที่เกิดปัญหาความไม่เข้าใจเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรอสินค้านาน หรือราคาที่บวกเพิ่มสูงมาก แต่ใครจะรู้ว่าชีวิตแม่ค้ารับหิ้วนั้นก็ลำบากมากเช่นกัน เพราะกว่าจะได้ของแต่ละชิ้นมานั้นไม่ง่ายเลยทีเดียว

โดยล่าสุด (18 กุมภาพันธ์ 2561) สาวผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Ruampond Chuthai ซึ่งมีอาชีพเป็นแม่ค้ารับหิ้วของ ได้ออกมาระบายความอัดอั้นตันใจเกี่ยวกับการทำอาชีพนี้ไว้ว่า อาชีพนี้ไม่ใช่อาชีพง่าย ๆ กำไรงาม อย่างที่หลาย ๆ คนเข้าใจ โดยนอกจากจะต้องตามเทรนด์ให้ทัน ยังต้องมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงมาก ๆ เพื่อให้ไปต่อคิวข้ามคืนเพื่อซื้อสินค้า ท่ามกลางสภาพอากาศย่ำแย่ ทั้งหิมะ ลม ฝน และอากาศหนาว บางครั้งมีกติกาเยอะ บางครั้งต้องต่อคิวไว้ตลอด ไปเข้าห้องน้ำก็ไม่ได้ บางครั้งก็ติดปัญหาเรื่องการสื่อสารเพราะไม่ใช้ภาษาอังกฤษ บางครั้งก็คิวยาวมากเฉียดหลักหมื่น

เรื่องความเสี่ยงที่จะไม่ได้สินค้าก็มีสูง แม่ค้าบางคนที่ไม่ได้ของ ต้องยอมจ่ายเพื่อไปขอซื้อของต่อมาจากคนอื่นอีกทีหนึ่ง เพื่อนำของมาให้กับลูกค้า เหตุผลไม่ใช่แค่เพราะรักษาเครดิต แต่เพราะความเป็นมืออาชีพ ยังไม่รวมถึงเรื่องการชำระภาษีศุลกากร ทุกคนที่ทำอาชีพนี้ล้วนต้องยอมรับตรงนี้ให้ได้ ซึ่งมีหลายรายที่เกิดการล้มละลาย เจ็บตัวไปมากมาย และบางรายก็เจ็บจนชิน

ถามว่าแล้วทำไมต้องมาทำอาชีพนี้ เหตุผลก็เพราะว่า ใจมันรัก บางครั้งแค่ได้หยิบ ได้จับก็มีความสุขแล้ว เวลาจับฉลากได้คิว อารมณ์เหมือนถูกหวย ดีใจมาก เอามาอวดกันในกลุ่ม ซึ่งบางครั้งกำไรแค่หลักร้อย แต่ต่อแถวกันนาน 4-5 ชั่วโมง ส่วนตัวตนมองว่าอาชีพนี้ คือ ต้นทางของนักสะสม “คุณอยากได้ เราหามา คุณรักมัน เราก็รักมัน คุณสะสม เราก็แอบยิ้มเวลาเห็นคุณเอาของเรามาโชว์ รู้สึกภูมิใจ”

ของบางชิ้นมีไม่กี่ชิ้นในโลก แต่คนไทยมีของบางอย่าง เข้าในไทยนับชิ้นได้ ซึ่งมันก็มีเรื่องราวของมันว่า ใครไปต่อคิวได้ของของมา ใครนำเข้ามา และใครซื้อไป ของทุกชิ้นที่ผ่านมือ แม่ค้าได้หยิบ ได้สัมผัส ได้ดูว่าของแท้มันเป็นอย่างไร ส่วนลูกค้าได้ใช้ ความต้องการของ 2 ฝ่ายตรงกัน แม่ค้าถึงไม่เหนื่อยเวลาต้องออกไปทำงาน

ลูกค้าบางคนถามหาราคาป้าย ถามย้ำ ๆ ว่าทำไมแพงกว่าป้าย แต่รู้ไหมว่า กว่าจะได้สินค้ามาแต่ละชิ้นนั้น ไม่ใช่ไปยืนต่อแถวเฉย ๆ หรือมีเงิน แล้วไปซื้อมาได้ มันต้องใช้ความสามารถมากกว่านั้น โดยเฉพาะการหิ้วสินค้าจากต่างประเทศ แต่ทั้งนี้ เมื่อของติดด่านศุลกากร ลูกค้ากลับปฏิเสธง่าย ๆ ว่าไม่รอ แม่ค้าเลยตัดปัญหาโดยการคืนเงิน เพียงเพราะกลัวเสียเครดิต และไม่ต้องการให้ลูกค้าไม่พอใจ

ทั้งนี้ สาเหตุที่ออกมาแชร์เรื่องราวนี้ก็เพราะเห็นใจคนอื่น ๆ ที่ทำอาชีพนี้ และประสบปัญหาเดียวกัน อยากให้ทางลูกค้าและคนอื่น ๆ ที่ไม่เคยรู้เรื่องเหล่านี้ เห็นใจและเข้าใจแม่ค้ามากขึ้น ก่อนที่เจ้าตัวจะมีการลบภาพและข้อความดังกล่าวออกไป

แหล่งที่มา : .kapook

สวัสดีค่ะ ชาวเตือนสติทุกท่าน วันนี้เรานำข่าวที่เตือนสติทุกท่านมาให้ลองมองสังคมกัน เชิญพบกับข่าวนี้เลย

เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง และเจ้าหน้าที่ทหารจากมณฑลทหารบกที่ 32 ลำปาง , เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอแม่เมาะ ได้รายงานผลการตรวจสอบพระยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดว่า โดยเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้นิมนต์พระครูอุปถัมภ์ปุณยาคม เจ้าคณะอำเภอแม่เมาะ และพระปลัดวีระศักดิ์ถาวรจิตโต ตำแหน่งพระวินยาธิการ (ตำรวจพระ) ร่วมเป็นพยานในการนำเข้าตรวจสอบ ที่วัดสบเติ๋น ม.2 ต.สบป้าด อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44

และเมื่อไปถึงพบ พระครูประทีปปุณณทัศน์(สมบูรณ์ ณ ลำพูน) กำลังขับรถยนต์เข้ามายังบริเวณวัด ทางเจ้าหน้าที่จึงแสดงตัว และบอกถึงวัตถุประสงค์ในการเข้าตรวจที่วัดครั้งนี้ ซึ่งทางพระครูประทีปปุณณทัศน์ มีตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดสบเติ๋น และเจ้าคณะตำบลแม่เมาะ เขต 1 ได้นำเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบภายในวัด และปรากฏว่าไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย ทางเจ้าหน้าที่จึงได้ขอทำการตรวจปัสสาวะพระครูรูปดังกล่าว ซึ่งมีตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสบเติ๋น และเจ้าคณะตำบลแม่เมาะเขต 1 โดยทางพระก็ได้ทำการตรวจด้วยความสมัครใจ โดยที่ทางเจ้าหน้าที่แจ้งว่า เป็นการปฎิบัติตามที่ได้มีการร้องเรียนมา และการตรวจได้ใช้น้ำยาชุดทดสอบ ชนิดตลับ โดยผลการตรวจเบื้องต้นก็ออกมาเป็นบวก


จากการสอบถาม พระครูประทีปปุณณทัศน์ ให้การปฎิเสธว่า ไม่ได้เสพยาเสพติด (ยาบ้า)แต่อย่างใด จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงได้ร่วมกันนำตัว พระครูประทีปปุณณทัศน์ มาที่ สภ.แม่เมาะ เพื่อบันทึกส่งตัวอย่างปัสสาวะให้กับทางโรงพยาบาลแม่เมาะ เพื่อทำการตรวจสอบทางห้องปฎิบัติการอีกครั้ง ปรากฎว่าผลก็ออกมาเป็นบวก พบสารเสพติดชนิดเมทแอมเฟตามิน ในปัสสาวะ แสดงว่าได้มีการเสพยาเสพติด (ยาบ้า) มา

จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ พระครูประทีปปุณณทัศน์ ทราบว่า เสพยาเสพติดให้โทษประเภท1(ยาบ้า) โดยผิดกฎหมาย และขับขี่ยวดยานพาหนะ ในขณะร่างกายมีสารเสพติดให้โทษประเภท 1โดยผิดกฎหมาย จากนั้นจึงนิมนต์พระครูอุปถัมภ์ปุณยาคม เจ้าคณะอำเภอแม่เมาะ เพื่อทำการสึก ก่อนนำส่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย

แหล่งที่มา : tnews

สวัสดีค่ะ เตือนสติทุกท่าน วันนี้เราจะมาแตกประเด็นจากกรณีที่ผู้ใช้เฟสบุ๊ก วริศรา ป๊อกศรีจันทร์ เขาได้มีการโพสต์ภาพคู่กับสามี และ ภรรยาอีกคน โดยทั้ง 3 คน ซึ่งสามารถใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันได้

สิ่งเหล่านี้ ได้กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวาง จนชาวเน็ตได้ตั้งฉายาให้ “บังลี” ว่า “ขุนแผน 2018” เรื่องดังกล่าวกำลังเป็นเรื่องที่กำลังได้รับความสนใจจากโลกโซเชียล โดยเฉพาะหนุ่มๆ ที่ต่างพากันอิจฉากันเป็นแถว ซึ่งเตือนสติ ก็เชื่อว่าข่าวนี้จะเปิดอาชีพบังลี เอาละทีนี้อยากรู้ล่ะสิว่าบังลีเขาทำอาชีพอะไร ถึงได้มีเงินมากพอที่จะเลี้ยงดู ภรรยา 2 คน และ ลูก ๆ ทั้ง 9 คน ให้สุขสบายได้

เอ้ารอช้าอยู่ใย ขอเฉลยเลยแล้วกันนะคะ โดยอาชีพของบังลีตอนนี้ก็คือ “ทำธุรกิจส่วนตัว” เปิดร้านขายอะไหล่แต่งรถ ชื่อร้านว่า บังลี ฟิวเจอร์อะไหล่แต่ง แถมตัวบังลีเองก็เคยเป็นนักแข่งมาก่อน พูดเลยว่าบังลีขยันทำมาหากินสุด ๆ ไม่ใช่คนเจ้าชู้ประตูดินที่วัน ๆ เอาแต่เจ้าชู้ไปเรื่อย เขาขยันขันแข็ง มีลูกมีเมียเยอะแต่ก็เลี้ยงดูได้ทุกคน

เอาละถึงแม้จะมีภรรยาสอง แต่เขาก็สามารถเลี้ยงดูลูกและภรรยาได้ แถมไม่ได้ไปเจ้าชู้ที่ไหน ยังรักเพียงแค่สองคนอย่างนี้ หนุ่มก็เอาไปประยุกต์แต่รักเพียงแค่คนเดียวก็พอนะคะ

 

แหล่งที่มา : tnews

สวัสดีค่ะ ชาวเตือนสติทุกท่าน วันนี้จะพาไปพบกับชีวิตของสาวสองใจสู้คนหนึ่ง ผู้มีความฝัน และกล้าที่จะทำความฝันของตัวเองให้สำเร็จ เป็นจริง ซึ่งผู้ที่จะพาไปพบนี้คือ ล้าน โกศล แสงวิเชียร หรือที่หลายคนคุ้นเคยกันดีกับชื่อ เมญ่า ซันซัน

เธอคือ สาวประเภทสองที่มีอุดมการณ์ชัดเจนว่า สักวันหนึ่งฉันจะเป็นนางแบบ แต่! แน่นอน ด้วยรูปร่างหน้าตาของเธอ ที่ผิดปกติไปจากคนทั่วไป ทำให้เธอนั้น ต้องพบกับการถูกล้อ ถูกดูถูกอยู่บ่อยครั้ง แต่สิ่งเหล่านี้เธอไม่แคร์ และมันไม่สามารถจะทำอะไรเธอได้เลย  เพราะ เธอสตรองกว่าที่หลายคนคิด เพราะเธอเชื่อว่าคนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นได้

เธอป่วยด้วยโรคสังข์ทอง ซึ่งจะมีผลทำให้ไม่มีรูขุมขน และร่างกายจะร้อนจากข้างในเพราะไม่มีเหงื่อออกมา เธอจึงต้องคอยใช้ผ้าซับน้ำ คอยลูบตัวอยู่บ่อยๆ หรือบางครั้งไม่ไหวจริงๆก็จะหน้ามืดเป็นลมไปเลยก็ดี แต่ถึงเธอจะป่วยขนาดไหน ก็ไม่สามารถมาขัดขวางความฝันของเธอได้ ตอนนี้เธอมีคนกดติดตามในอินสตาแกรมกว่า 5,000 คน และเริ่มมีผลงานในวงการมากขึ้น โดยเฉพาะงานถ่ายแบบ รวมไปถึงคลิปแต่งหน้าต่างๆอีกด้วย เห็นความใจสู้ของเธอแล้ว เตือนสติก็ต้องขอปรบมือชื่นชมให้ดังๆไปเลยค่าาาาา

แหล่งที่มา : mthai

สวัสดีค่ะ ชาวเตือนสติทุกท่าน วันนี้มีข่าวมาเพิ่มกันอีกแล้วสำหรับข่าว ดังที่สื่อกำลังให้ความสนใจอยู่ ณ ตอนนี้ นั้นก็คือข่าว หวย 30 ล้าน ซึ่งมีความเคลื่อนไหวออกมาแล้ว ว่า พยาน 40 ปากนั้นน่าสงสัย! ซึ่งจะเป็ออย่างไรลองอ่านกันดูเลยคะ

ปรเมศวร์ ชี้ ภ.7 สอบปากคำพยานคดีหวย 40 ปาก ผิดปกติ มั่นใจ บช.ก.ทำความจริงปรากฎ จับตาบทสรุป 19 ก.พ. นี้
นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม รองอธิบดีอัยการสำนักงานชี้ขาดคดีอัยการสูงสุด (อสส.) ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับคดีหวย 30 ล้าน ที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าใครเป็นเจ้าของตัวจริงระหว่าง ครูปรีชา ใคร่ครวญ และ ร.ต.ท.จรูญ วิมล หลัง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งให้โอนสำนวนคดีการสอบสวนจากตำรวจภูธรภาค 7 มาให้กองบังคับการปราบปรามดำเนินการสืบสวนต่อ

ทั้งนี้ ส่วนตัวมองว่า การที่ ผบ.ตร. ให้โอนสำนวนมาให้ กองปราบปรามดำเนินการส่วนหนึ่งคงเป็นคดีที่สังคมให้ความสนใจและอยากให้คดีดังกล่าวไม่ตกเป็นที่กังขาของสังคม เนื่องจากสำนวนคดีที่ตำรวจภูธรภาค 7 ทำ มีการแถลงข่าวสรุปว่าลอตเตอรี่เป็นของ ครูปรีชา ซึ่งมีการสอบปากคำพยานกว่า 40 ปาก และเตรียมแจ้งความดำเนินคดีกับ ลุงจรูญ นั้น อาจเวอร์จนเกินไป โดยส่วนตัวเห็นว่าประเด็นนี้แปลกและผิดปกติจริง เนื่องจากคดีดังกล่าวมีการสอบปากคำพยานมากเกินไป

นอกจากนี้ เรื่องดังกล่าวผู้เกี่ยวข้องหลักๆ มีเพียง 2-3 คนเท่านั้น จึงมองได้ว่ามีพยายามให้เห็นความต่อเนื่องตั้งแต่ต้นไปจนถึงหายเพื่อให้มีน้ำหนัก แต่มีการสอบสวนมากเกินไป และผลสอบอาจจะไม่ตรงกับที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางทำไว้ จึงต้องเอากลับมาทำใหม่ พร้อมระบุ ตนเองติดตามคดีนี้มาโดยตลอด เชื่อว่าทางตำรวจน่าจะมีข้อมูลและได้ข้อสรุปแล้ว ส่วนจะทำแบบเป็นขบวนการหรือไม่นั้นตนไม่ทราบต้องรอฟังการสรุปจากเจ้าหน้าที่เร็วๆนี้ โดยมั่นใจว่าคดีนี้ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สามารถทำความจริงให้ปรากฎได้อย่างแน่นอน

ด้าน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมด้วย พล.ต.ต.ชาญ วิมลศรี รองผบช.ก. และตำรวจกองปราบปราม ได้นัดประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าและสรุปคดีดังกล่าวในวันจันทร์ที่ 19 ก.พ. นี้ เวลา 14.00 น. จากเดิมที่นัดประชุมวันนี้ (18 ก.พ.) คาดว่ามีข้อมูลและพยานหลักฐานที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม

แหล่งที่มา : mthai.

อนันตริยกรรม ๕

๑. มาตุฆาต ฆ่ามารดา ๒. ปิตุฆาต ฆ่าบิดา ๓. อรหันตฆาต ฆ่าพระอรหันต์ ๔. โลหิตุปบาท ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงยังพระโลหิตให้ห้อขึ้นไป ๕. สังฆเภท ยังสงฆ์ให้แตกจากกัน

กรรม ๕ อย่างนี้ เป็นบาปอันหน้าที่สุด ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพานตั้งอยู่ในฐานปาราชิกของผู้ถือพระพุทธศาสนา ห้ามไม่ให้ทำเป็นเด็ดขาด

มาตุฆาต ปิตุฆาต อรหันตฆาต ได้แก่การฆ่ามารดา ฆ่าบิดาฆ่าพระอรหันต์ ด้วยเจตนา คือจงใจฆ่า แม้สำคัญผิดคิดว่าเป็นคนอื่นสัตว์อื่น ก็ไม่พ้นโทษอันชื่อว่า อนันตริยกรรม เพราะมีเจตนา จึงเป็นการฆ่าที่สมบูรณ์

โลหิตุปบาท ได้แก่ทำร้าย คือพยายามฆ่าพระพุทธเจ้า แต่ฆ่าไม่สำเร็จ เพียงแต่ทำให้บาดเจ็บ แม้เพียงพระโลหิตห้อ (โป่ง นูนช้ำเลือด) ขึ้น

สังฆเภท ได้แก่ยังสงฆ์ให้แตกกัน คือทำลายพระสงฆ์ผู้พร้อม-เพรียงกัน ในสีมาเดียวกัน ในวัดใดวัดหนึ่ง ให้แตกเป็นก๊ก จนถึงไม่ร่วมอุโบสถสังฆกรรม ต้องแยกออกทำอุโบสถสังฆกรรม หรือปวารณา-กรรม หรือสังฆกรรมอื่นๆ เป็น ๒ หมู่

กรรมทั้ง ๕ อย่างนี้ แต่ละอย่างๆ จัดเป็นบาปอันหนักที่สุดเพราะมาดา บิดา เป็นผู้มีพระคุณต่อบุตรมากที่สุด บุตรใดฆ่ามารดาบิดาผู้บังเกิดเกล้าของตนได้ ก็นับว่าเป็นคนเลวคนชั่วที่สุด เขาย่อมฆ่าคนอื่นๆ ได้แน่นอน พระอรหันต์ เป็นผู้หมดจดจากกิเลส เป็นผู้บริสุทธิ์อย่างยิ่ง เป็นนาบุญสูงสุดของชาวโลก ผู้ใดฆ่าพระอรหันต์ได้ก็นับว่าเป็นคนเลวคนชั่วที่สุด เขาย่อมฆ่าคนอื่นที่ยังมีกิเลสได้อย่างแน่นอน

กรรมเหล่านี้ ชื่อว่า “อนันตริยกรรม” แปลว่า กรรมที่ไม่มีระหว่าง คือผู้ใดทำเข้าแล้ว แม้จะทำกรรมดีต่างๆ ลบล้าง ก็ไม่อาจลบล้างได้ ผู้นั้นตายลง คงได้รับผลของกรรมนี้ทันที ไม่มีผลของกรรมอื่นมาคั่นในระหว่างตัวอย่างเช่น พระเจ้าอชาตศัตรู ปลงพระชนม์พระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นพระชนก ภายหลังทรงสำนึกผิด จึงทรงสร้างกรรมดีเป็นอันมาก ทรงเป็นศาสนูปถัมภก ในคราวปฐมสังคายนา ซึ่งนับว่ามีอุปการคุณต่อพระศาสนาเป็นอย่างยิ่ง สมควรจะได้เป็นพระอริยะแต่ก็ไม่ได้เป็น พอสิ้นพระชนม์ก็ต้องตกนรกทันที ผลของกรรมดีนั้น
ช่วยให้พ้นจากขุมนรกที่จะต้องตกเพราะปิตุฆาตได้เพียงชั้น ๑ เท่านั้น

ขอบคุณแหล่งที่มา : http://www.ธรรมศึกษา.com

การเลี้ยงหอยขมในกระชัง เป็นวิธีการการเลี้ยงค่อนข้างง่าย ลงทุนต่ำ และสะดวกในการเลี้ยงมากที่สุด จึงเป็นวิธีที่นิยมกันมาก และที่สำคัญยังสามารถประยุกต์เลี้ยงกับสัตว์น้ำอื่น ๆ ได้ เช่น แขวนกระชังเลี้ยงร่วมกันในบ่อเลี้ยงปลานิล หรือบ่อเลี้ยงปลาชนิดอื่น ๆ ได้ ซึ่งเป็นรูปแบบการเลี้ยงที่สร้างรายได้ระหว่างการเลี้ยงสัตว์น้ำอื่น ๆ ได้อย่างลงตัว

วิธีการ ใช้ตาข่ายในล่อนตาถี่เย็บเป็นกระชังขนาด 1.5×2 เมตร (หรือที่มีขายแบบสำเร็จขนาด 2×2 เมตรก็ได้) นำกระชังไปผูกในแหล่งน้ำ โดยใช้ไม้ไผ่ปักเป็นเสาผูกกระชัง 4 มุม ทั้งด้านบนและด้านล่างของกระชัง ป้องกันไม่ให้ก้นกระชังลอย ขอบบนของกระชังให้อยู่เหนือน้ำประมาณ 20-30 เซนติเมตร อย่าให้ก้นกระชังติดพื้นเพราะทำให้ก้นกระชังจมโคลนจะจัดการการเลี้ยงได้ยาก หลังจากผูกกระชังเรียบร้อยแล้ว ให้นำทางมะพร้าวสดขนาด 1 เมตร ใส่ลงไป 2-3 ทาง ให้ทั่วกระชัง พยายามอย่าให้ทับกัน เพราะทำให้กระชังขาดได้

เตรียมพันธุ์หอยขม กระชังละ 5 กิโลกรัม อาจรวบรวมจากแหล่งน้ำธรรมชาติและในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำทั่วไป แต่ควรเลือกตัวที่มีขนาดใหญ่ ไซส์เดียวกับที่นำมาบริโภคได้ แล้วนำหอยขมที่รวบรวมได้ล้างทำความสะอาดและขังหอยทิ้งไว้ 1 วัน เพื่อให้หอยคายตะกอนออกมา ขณะเดียวกันก็คัดเลือกหอยขมที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยสังเกตได้จากการนำหอยขมไปแช่น้ำทิ้งไว้ ถ้าหอยขมคว่ำตัวติดกับภาชนะแสดงว่าหอยขมยังมีชีวิตอยู่

หลังจากปล่อยหอยขมลงเลี้ยงในกระชังแล้ว ประมาณวันที่ 2 ให้ลองยกทางมะพร้าวขึ้นมาดู ก็เริ่มเห็นหอยขมตัวเล็ก ๆ เกาะอยู่ตามทางมะพร้าว ซึ่งทางมะพร้าวนอกจากเป็นที่เกาะของหอยขมแล้ว ทางมะพร้าวที่ผุพังยังเป็นอาหารของหอยด้วย นอกจากนี้หอยขมก็จะเกาะกินตะไคร่น้ำที่อยู่ตามทางมะพร้าว รวมทั้งบริเวณด้านข้างและก้นกระชัง ซึ่งไม่จำเป็นต้องให้อาหารหอยขมก็อยู่ได้ แต่เพื่อให้หอยมีอัตราการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตที่ดี สม่ำเสมอ ควรเสริมด้วยร่ำละเอียดปั้นเป็นก้อน โยนลงในกระชัง 3 วัน/ครั้ง ทำให้หอยมีคุณภาพที่ดีขึ้น

หลังจากปล่อยพ่อแม่พันธุ์หอยได้ประมาณ 2 เดือน ก็ทยอยจับหอยขมขึ้นมาจำหน่ายได้ วิธีการจับทำได้โดยยกทางมะพร้าวขึ้นมาหรือบริเวณด้านข้างกระชัง ซึ่งมีหอยขมติดขึ้นมาด้วย สามารถคัดเลือกหอยได้ตามขนาดและปริมาณที่ต้องการ หรือนำวัสดุอื่น ๆ ใส่ลงกระชังอย่างเช่น ยางรถจักรยานยนต์ หอยขมก็มาเกาะเต็มไปหมด ก็ช่วยให้การเก็บหอยทำได้ง่ายขึ้นเช่นกัน กระชังหนึ่งได้ผลผลิตประมาณ 10 กิโลกรัม
ไม่ควรปล่อยหอยขมอยู่ในกระชังนานเกินไป เพราะทำให้มีจำนวนหอยที่หนาแน่น ทำให้ตัวเล็ก ๆ เจริญเติบโตช้า และสิ่งสำคัญระหว่างการเลี้ยงคือ การดูแลคุณภาพน้ำให้ดีอยู่เสมอ โดยการเติมน้ำหมักจุลินทรีย์ลงในบ่อเพื่อป้องกันน้ำในบ่อเน่าเสีย ควรดูระดับน้ำในบ่ออย่าให้มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก เพราะถ้าระดับน้ำสูงเกินปากกระชัง จะทำให้หอยขมหนีออกนอกกระชังได้ ส่วนศัตรูที่สำคัญของหอยขม โดยเฉพาะลูกอ่อน ได้แก่ ปลาไหล ปลาดุก ตะพาบน้ำ และยาปราบศัตรูพืช จึงต้องระมัดระวังในเรื่องนี้ด้วย

การเลี้ยงหอยขมในกระชัง สามารถจัดการการเก็บผลผลิตได้ 2 รูปแบบ อย่างแรกคือ ระหว่างการเลี้ยงก็ทยอยเก็บหอยขมที่ได้ขนาดออกมาบริโภคหรือจำหน่ายไปเรื่อย ๆ เป็นรูปแบบที่ใช้เวลาในการจัดการดูแลน้อย แต่ทว่าอาจประเมินจำนวนของผลผลิตได้ยาก อีกรูปแบบหนึ่งก็คือ จะรวบรวมลูกหอยจากกระชังเดิม ทุก ๆ 15 วัน เพื่อมาเลี้ยงรวมกันอีกกระชังหนึ่ง โดยปล่อยในอัตรา 300-400 ตัว/ตารางเมตร ซึ่งทำให้ลูกหอยมีอายุเท่ากัน ขนาดตัวใกล้เคียงกัน ทำตลาดได้ง่าย

แหล่งที่มา : เกษตรกรก้าวหน้า

วันนี้ก็ได้นำเคล็ดลับดีๆมาฝากกัน กับเทคนิคขั้นตอนการเลี้ยงกุ้งขาย สร้างรายได้กำไรงาม จากเฟซบุ๊ค อาจารย์ต่อ ปลาหมอยักษ์ ได้นำเทคนิคดีๆ ที่ไม่มีใครบอกกันฟรีๆ มาโพสต์ให้ศึกษากันแบบละเอียด แบบไม่ต้องเสียเงินซักบาท สำหรับวิธีการ เลี้ยงกุ้งแม่น้ำ ในบ่อซีเมนต์ จะต้องเตรียมตัวยังไง หรือต้องลงทุนอะไรบ้าง ตามมาชมกันเลยคจ้า

ด้วยราคาที่แพง รสชาติที่อร่อย และหายากมากๆในปัจจุบัน จึงทำให้ราคากุ้งแม่น้ำขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ จากราคาโลละ 300-500 บาท แต่ทุกวันนี้ราคากุ้งแม่น้ำโลละ 800-1,500 บาท แค่ได้ยินราคาก็อยากรู้ว่ามันต้องทำไงแล้วสิครับ

ไปดูกันเลี้ยงยังไง..?? ใช้อะไรบ้าง..?? ป่ะ..!! #เริ่มกัน อ่านเยอะหน่อยนะครับ…!!

ในหัวข้อนี้ผมใช้ลูกกุ้งขนาด 5-7 ซม. จำนวน 200 ตัว

1. บ่อปูนขนาด 3 x 3 เมตร ลึก 60 ซม.

2. เครื่องทำอ๊อกซิเจนแบบ 2 รู (ราคาประมาณ 380-400 บาท)

3. สายยางอากาศ – ยาว 6 เมตร (แบ่งเป็นเส้นละ 1.50 เมตร 4 เส้น) – ยาว 2 เมตร (แบ่งเป็นเส้นละ 1 เมตร 2 เส้น)

4. ตัวแยก 3 ทาง 2 อัน

5. หัวทราย 4 หัว

*** นำสายยางอากาศเส้นละ 1 เมตร ต่อเข้าเครื่องทำอ๊อกซิเจนรูละเส้น แล้วใส่ตัวแยก 3 ทางข้างละเส้น หลังจากนั้นใส่สายยางอากาศเส้นละ 1.50 เมตรที่บริเวณปลาตัวแยกแต่ละปลาย สุดท้ายปลายสายยางก็ใส่หัวทราย ปลายละหัว ก็จะได้ชุดจ่ายอ๊อกซิเจนเรียบร้อย

6. อาหารอนุบาลกุ้ง – อาหารเม็ด หาซื้อได้ตามร้านขายอาหารสัตว์ทั่วไป บอกเขาว่าอาหารสำหรับกุ้งลงเดิน – #อันนี้จะใช้ไม่ใช้ก็ได้ครับ อาหารสด ไรแดง อันนี้ยากหน่อยหาได้ก็ดี หาไม่ได้ก็ซื้อตามร้านขายปลาสวยงาม

7. ผงแร่ธาตุ สำหรับช่วยให้กุ้งลอกคราบได้เร็ว มีขายตามร้านขายอาหารสัตว์

8. ท่อพีวีซี สำหรับให้กุ้งหลบซ่อนหรืออาศัย

9. แผ่นกระเบื้องหลังคา สำหรับให้กุ้งหลบอาศัย

10. ลูกกุ้งขนาด 5-7 ซม. ถามว่าทำไมไม่เอาตัวเล็กกว่านี้..?? ตอบครับ..?? เอาแบบอัตราการรอดที่สูงดีกว่า ดูแลเห็นตัวเป็นๆชัดเจนกว่าครับ เอาแบบตัวละ 2-3 มม. มาแทบมองไม่เห็นเลยทีเดียวเลี้ยงไปก็ท้อสิครับ

11. เกลือแกง ถุงละ 10 บาท 2 ถุง ไม่ต้องเน้นยี่ห้อมากนะครับเกลือเค็มทุกถุงครับซื้อถูกๆตามท้องตลาดก็ได้ครับ เอาเพื่อมาฆ่าเชื้อในน้ำเฉยๆครับ

12. วิตามินสำหรับกุ้ง หาซื้อได้ตามร้านขายอาหารสัตว์ เซเว่น ไม่มีนะครับอย่าเข้าไป

เริ่มเลี้ยงกุ้ง

1. เติมน้ำลงบ่อปูนให้ได้ขนาดความลึก 50 ซม. หว่านเกลือให้ทั่วบ่อจนหมด 2 ถุง

2. เปิดเครื่องอ๊อกซิเจนเพื่อเพิ่มอากาศในน้ำ ให้หัวทรายอยู่ตามมุมบ่อทั้งสี่มุม

3. ทิ้งน้ำไว้ 36-48 ชม. ก่อนปล่อยกุ้ง (ใช้ได้ทั้งน้ำบาดาล น้ำปะปา)

4. เรียงท่อ พีวีซี หรือกระเบื้องหลังคา ลงบ่อไว้ 5. เตรียมน้ำทิ้งไว้ครบ 48 ชม. ก็ปล่อยลูกกุ้งลงบ่อสิครับรออะไร ค่อยๆวางเขาลงอย่างประณีตบรรจง

6. อย่าพึ่งให้อาหารกุ้งนะครับ ให้กุ้งอดอาหาร 1 วัน วันถัดไปค่อยให้อาหาร

7. วันถัดมาเริ่มให้อาหารกุ้ง ในจำนวนกุ้งที่ลงเลี้ยงในบ่อนี้ให้วันละ 4 ช้อนพอหว่านรอบๆบ่อ พยายามให้อาหารกุ้งช่วงเย็นๆหรือใกล้มืดจะดีมากๆครับ

8. ปล่อยกุ้งลงน้ำครบ 7 วัน ให้หว่านแร่ธาตุสำหรับกุ้งลงบ่อ จำนวน 4 ช้อนโต้ะ ทำแบบนี้ทุก 15 วัน

9. สังเกตุดีดีในบ่อหลังจากให้แร่ธาตุสำหรับกุ้งจะเห็นกุ้งขึ้นมาบอกคราบไว้บนแผ่นกระเบื้องหลังคา นี่ล่ะข่าวดีเพราะกุ้งกำลังจะโต

10. ให้อาหารกุ้งไปเรื่อยๆ จนครบ 45 วัน ให้เปลี่ยนขนาดของอาหารกุ้งให้เป็นกุ้งขนาดกลาง

11. ให้อาหารกุ้งขนาดกลางครบ 45 วัน ก็ให้เปลี่ยนขนาดเป็นอาหารกุ้งขนาดใหญ่

12. ให้อาหารกุ้งขนาดใหญ่ไปอีก 60 วัน

13. เลี้ยงต่อไปจนครบ 6-7 เดือน ก็น่าจะเริ่มเห็นผลงานแล้วล่ะครับ จะเล็กจะใหญ่อยู่ที่บุญพาวาสนาเกิด ฝีมือของเราล่ะครับ..

*** ช่วงที่ให้อาหารกุ้งถ้ามีวิตามินอาหารเสริมดีดีก็ใส่คลุกกับอาหารกุ้งได้นะครับ กุ้งจะแข็งแรงโตเร็วดี

*** วิธีการเปลี่ยนน้ำ สำหรับท่านที่เข้าใจในระบบน้ำวนก็ดีไป แต่ถ้าสำหรับคนที่ไม่เข้าใจก็ต้องเปลี่ยนน้ำเอาล่ะครับ อาทิตย์ละครั้งหรือเวลาที่เห็นว่าน้ำเริ่มขุ่นก็รีบเปลี่ยนทันที

*** ควรหว่านแร่ธาตุสำหรับกุ้งทุก 7 วันหรือทุกครั้งที่เปลี่ยนน้ำในบ่อ ย้ำเลยนะครับ น้ำสะอาด อากาศพอ อาหารอิ่ม กุ้งรอดและโตแน่นอน อย่าพยายามไปกวนไปส่องดูผลงานบ่อยนะครับ กุ้งชอบความเป็นส่วนตัวมาก เดี๋ยวเขาจะไม่กินอาหาร จะทำให้โตช้านะครับ

มานั่งสมมุติ

– มีกุ้งไว้กินในบ้านช่วงเทศกาลละครั้ง ครั้งละ 20 ตัว ผมว่าอิ่มทั้งครอบครัวนะครับ สำหรับอาหารราคาที่ถือว่าแพงสำหรับงานเลี้ยง อละกุ้งยังมีประโยชน์มากมาย คงจะเพิ่มบรรยากาศความสุขในครอบครัวได้ดีทีเดียว

– หรือถ้าขาย ตีตัวละ 50 บาท ก็ถือว่าตีไว้ต่ำนะครับราคานี้ อาจจะเป็นรายได้เสริมอีกช่องทางสำหรับครอบครัว ผมนำเสนอข้อมูลจากการเลี้ยงจริง ผมอาจจะได้ผลแต่คนอื่นอาจจะไม่ได้ผล อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติและความเข้าใจล่ะครับ ขอความกรุณาปรานี สำหรับผู้เก่ง ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้ชำนาญงาน อย่เข้ามาโชว์นะครับ ไปตั้งโพสต์แบ่งปันเองให้ความรู้เอง อย่าเข้ามาเพื่ออวดตัวเพราะผมเองก็ทำได้แค่นี้ ผมเองอาจจะหมดความมั่นใจในการแบ่งปันงานต่อไป ผมมาแบ่งปันไม่ใช่ว่าอวดรู้ แต่มาแนะนในสิ่งที่ผมแค่ทำได้เล็กๆน้อยๆเลยอยากเอามาให้ท่านอื่นได้ลองเอาไปทำหรือต่อยอดต่อไป

แหล่งที่มา : siamvariety

ขึ้นชื่อว่าฟังธรรมะย่อมดีต่อสุขภาพ เพราะนั่นเท่ากับเป็นการให้ยาป้องกันโรคภัยไข้เจ็บทั้งด้านร่างกายและจิตใจ “โรงพยาบาลหัวเฉียว” ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการฟังเทศน์ฟังธรรม จึงได้จัดโครงการธรรมโอสถให้กับผู้ที่สนใจมาตลอดเวลา 8 ปี ครั้งนี้ได้เชิญ พระครูสิริวิหารการ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร มาร่วมบรรยายในหัวข้อ “สติ…ก้าวแรกของความสุข” และให้ข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์ของการเรียนรู้ธรรมะต่อกับผู้ปฏิบัติทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะคุณตาคุณยายหลายคนที่หันมาดูแลสุขภาพด้วยฟังธรรมและการเจริญสติ เพื่อป้องกันโรคทางกายและจิตควบคู่กันไป

พระครูสิริวิหารการ อธิบายว่า “การฟังธรรมะ” มีประโยชน์กับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เพราะคนสูงวัยมักประสบปัญหาทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต เช่น ความกังวลต่อลูกหลาน หน้าที่การงาน และเครือญาติ ซึ่งหลักของ “ธรรมะ” นั่นคือการพูดถึงความจริง ซึ่งการที่เราเป็นทุกข์เนื่องจากว่าเราไม่ตระหนักถึงความจริงของชีวิต จึงทำให้จิตของเรายึดโยงในสิ่งที่ผิด แต่ถ้าผู้สูงอายุได้ฟังธรรมะที่พระบรรยาย เช่น จากเรื่องเล่าในอดีตของ “พระนางปฏาจาราเถรี” ที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ให้สติเพื่อหลุดพ้นจากความทุกข์ ที่พระนางได้สูญเสียสามีและลูก โดยการไปขอเมล็ดผักกาดในบ้านที่ไม่มีคนตาย กระทั่งได้สติและตระหนักถึงความจริงว่า “เกิด แก่ เจ็บ ตาย” เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ทุกคน จนหายจากอาการคลุ้มคลั่ง

สิ่งเหล่านี้จะสะท้อนให้เห็นความจริงเมื่อผู้ฟังฟังแล้วเข้าใจ อีกทั้งนำไปปฏิบัติก็จะทำให้จิตผ่อนคลาย นั่นก็จะทำให้ความกังวลในเรื่องต่างๆ ของผู้สูงอายุลดน้อยลง ที่สำคัญจะทำให้ท่านปฏิบัติต่อลูกหลานได้ถูกต้อง สามารถที่จะกลับมารับประทานอาหารอร่อย นอนหลับได้ดีขึ้น ซึ่งมาจากการเครียดและความกังวลนั่นเอง และยังทำให้พูดในสิ่งที่ควรพูด คิดในสิ่งที่ควรคิด และปล่อยวางในสิ่งที่ควรวาง ที่สำคัญคนฟังธรรมะจะไม่กังวลในสิ่งที่แก้ไขไม่ได้

และยิ่งผู้สูงวัย “เจริญสติ” มากๆ (การฝึกจิตให้รู้ตัวทุกขณะ และไม่หลงไปกับอารมณ์รัก โลภ โกรธ หลง ซึ่งไม่จำกัดอิริยาบถในการฝึก นั่งสมาธิ ยืน เดิน) เขาจะไม่หลง จิตใจแจ่มใส สุขภาพจะดีตาม เห็นได้จากพระบางรูปที่ฝึกเจริญสติเป็นเวลานานๆ กระทั่งเมื่อท่านอายุ 80 ปีแล้วก็ยังมีความจำที่ดี อีกทั้งเมื่อคุณตาคุณยายเจริญสติด้วยการนั่งสมาธิ ก็จะช่วยป้องกันโรคทางร่างกาย หรือประคองอาการของโรคที่เกิดขึ้น เนื่องจากเมื่ออายุมาก ร่างกายของท่านก็จะเสื่อมลงเป็นธรรมดา เช่น อาการปวดขา ปวดเข่า ปวดแขน ได้ค่อนข้างดี เพราะเมื่อใดก็ตามที่เรามีสติ จะทำให้การลุก การเดิน เป็นไปอย่างค่อยๆ และระมัดระวัง อีกทั้งยังช่วยให้ท่านรู้ตัวว่าการวางมือ การวางเท้าจะต้องทำอย่างไร รวมทั้งเวลาที่เดินไปทางไหน จะต้องทำอย่างพิจารณา ลองสังเกตง่ายๆ ว่าคนแก่ที่มีอารมณ์ขี้หงุดหงิดหรือโกรธง่าย มักจะย่างก้าวด้วยอาการลุกลนและล้ม ลุกคลุกคลาน ขณะที่ผู้สูงอายุที่ฝึกจิตกระทั่งเกิดสตินั้นจะประคองร่างกายได้

อย่างถูกต้อง อาการเจ็บป่วยทางร่างกายก็จะลดน้อยลง หรือจะไม่ทวีความรุนแรงขึ้น

ระยะเวลาในการฟังธรรมะและการฝึกเจริญสตินั้น จริงๆ แล้วไม่ควรกำหนด แต่ขอให้ใช้หลักที่ว่า “ยิ่งฟังมากยิ่งเตือนตัวเองได้มาก” เพราะ หลักธรรมะคือการฟังความจริง ซึ่งเหมือนกินอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต แต่ถ้าฟังมากเกินไปก็ไม่ได้ เพราะจะเกิดเป็นความหลง หรือฟังแล้วนำไปข่มผู้อื่นก็เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งการฟังธรรมที่ถูกต้อง ให้สังเกตว่าเมื่อฟังแล้วเกิดความชอบ ที่สำคัญสามารถนำแก่นของพระธรรมไปปฏิบัติได้ ตรงนี้เป็นการเรียนรู้ธรรมะได้อย่างเหมาะสม”

พระครูสิริวิหารการ ทิ้งท้ายว่า “การสวดมนต์ไหว้พระสม่ำเสมอ เป็นสิ่งที่เหมาะกับผู้สูงอายุมากเช่นกัน เพราะหากจิตอยู่กับสิ่งดีๆ หรืออยู่กับบทสวดมนต์ที่ตัวเองรู้ความหมาย มันจะทำให้เกิดสมาธิ ทำบ่อยๆ จิตก็สบาย และส่งผลมายังร่างกายเช่นเดียวกัน สำหรับบทสวดมนต์ที่เหมาะกับผู้สูงวัยคือ “บทสวดมนต์โพชฌังคปริตร” ซึ่งเป็นบทสวดมนต์ที่พระพุทธเจ้าทรงสวดเพื่อตรัสรู้ และช่วยปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บได้ดี”.

“การเจริญสติ” จะทำให้ผู้ฝึกประคองร่างกายได้ถูกต้อง จะช่วยลดอาการปวดขา ปวดแขน ปวดเข่าได้

“การฟังธรรมะ” จะช่วยลดความเครียด ความกังวล ทำให้ผู้สูงอายุเจริญอาหารและนอนหลับได้ดี

พระครูสิริวิหารการ

แหล่งที่มา : palungjit.org

ใครเคยกิน เจ้าพืซสีเขียวหน้าตาคล้ายพวงองุ่นๆแบบนี้กันบางเอ่ย ซึ่งทุกคนทราบดีใช่ไหมละคะว่า เจ้าสิ่งนี้เรียกว่า สาหร่ายพวงองุ่น ซึ่งรู้ไหมว่า มันมาไกลจากประเทศญี่ปุ่นเลยเชียวแหละ แล้วรู้กันอีกไหมละคะว่า เจ้าสาหร่ายตัวนี้เนียะ ถึงจะจิ๋ว แต่ก็แจ๋วนะ เพราะมันมีคุณประโยชน์ มากมาย ซึ่งจะมีอะไรบ้างนั้นไปชมกันเลยจ้า

สาหร่ายพวงองุ่น

ชื่อภาษาอังกฤษคือ sea grapes หรือ green cavier บ้านเราอาจเรียกว่า สาหร่ายช่อพริกไทย มีต้นกำเนิดมาจากชายฝั่งทะเลแถบโอกินาว่า ประเทศญี่ปุ่น มีลักษณะเป็นพวงเล็กๆ สีเขียวเข้ม มีเม็ดกลมๆ ใสๆ สีเขียวอ่อน

 

คุณประโยชน์ของสาหร่ายพวงองุ่น

– แหล่งรวมวิตามินมากมาย ทั้งวิตามินเอ, บี, ซี, อี และเค ดังนั้นจึงช่วยบำรุงสายตา แก้อาการเหน็บชา ดูแลกระดูก และฟัน บำรุงผิวพรรณ และช่วยให้เลือดแข็งตัวได้ง่าย

– ปรับสมดุลในร่างกาย

– รักษาความชุ่มชื้นของเซลล์ผิว

– บำรุงสมอง บำรุงเส้นผม

– ต่อต้าน และยับยั้งเซลล์มะเร็ง

– กากใยสูง แคลอรี่ต่ำ เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก

– แมกนีเซียม ช่วยให้กล้ามเนื้อและประสาททำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

– แคลเซียม บำรุงกระดูก

– โปแคสเซียม ช่วยควบคุมการทำงานของเซลล์ และความสมดุลของน้ำในร่างกาย

– สังกะสี ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย

– ไอโอดีน ช่วยป้องกันและรักษาโรคคอพอก

– เบต้าแคโรทีน ต้านอนุมูลอิสระ

– กรมอะมิโนที่จำเป็นอีกหลายชนิดที่ไม่พบในพืชบนบก

– เหมาะกับผู้ป่วยหลายโรค เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ

วิธีเก็บรักษาสาหร่ายพวงองุ่น

เมื่อซื้อมาบริโภค จะมีอายุราว 2-3 วัน ไม่ควรเก็บเอาไว้ในตู้เย็น เก็บเอาไว้ข้างนอกได้เลย ก่อนนำมารับประทานให้นำไปล้าง และสะดุ้งน้ำเย็นเพื่อความสดกรอบก็เพียงพอแล้ว

วิธีรับประทานสาหร่ายพวงองุ่น

สามารถรับประทานได้หลากหลายแบบไม่จำกัด โดยส่วนใหญ่ที่อยากให้เริ่มลองก่อน คือทานสด ล้างด้วยน้ำเปล่า แล้วนำไปสะดุ้งด้วยน้ำเย็น เพื่อให้ได้ความสดกรอบ จากนั้นเลือกจิ้มรับประทานกับน้ำจิ้มที่ชอบ จะเป็นน้ำจิ้มพอนสึตามแบบฉบับของญี่ปุ่น รสชาติหวานๆ เค็มๆ หรือจะแซ่บยิ่งขึ้นกับน้ำจิ้มซีฟู้ด เปรี้ยว เค็ม เผ็ด ก็อร่อยจนหยุดทานไม่ได้ นอกจากนี้ยังสามารถนำไปดัดแปลงเป็นเมนูต่างๆ จะยำ ส้มตำ ซูชิ แครกเกอร์ ใส่สลัด ยัดไส้ หรืออะไรก็ได้

รสชาติสาหร่ายพวงองุ่น

มีรสชาติคล้ายไข่กุ้งที่อยู่บนซูชิ มันๆ เค็มๆ นิดๆ และด้วยลักษณะที่เป็นพวงองุ่น ทำให้เมื่อจิ้มกับน้ำจิ้มต่างๆ สามารถดูดซับน้ำจิ้มติดขึ้นมาได้มาก ทำให้ไม่ว่าจะทานกับน้ำจิ้มแบบไหนก็อร่อย

วิธีเก็บรักษาสาหร่ายพวงองุ่น

เมื่อซื้อมาบริโภค จะมีอายุราว 2-3 วัน ไม่ควรเก็บเอาไว้ในตู้เย็น เก็บเอาไว้ข้างนอกได้เลย ก่อนนำมารับประทานให้นำไปล้าง และสะดุ้งน้ำเย็นเพื่อความสดกรอบก็เพียงพอแล้ว

น่าอร่อย และมีประโยชน์มากมายอย่างนี้ ลองหามาทานกันดูนะคะ รับรองว่าจะติดใจจนอยากทานทุกวันเลยล่ะ

แหล่งที่มา : sanook