You are here

“กาดกองต้า” ย่านการค้าเก่าของเมืองลำปาง

นครลำปาง หนึ่งในหัวเมืองของอาณาจักรล้านนาที่มีอายุมากกว่า 1,300 ปี ลำปางเป็นเมืองใหญ่ที่มีความสำคัญและมีเหตุการณ์ที่ต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ไทยมาโดยตลอดทุกยุคทุกสมัย มีร่องรอยเมืองโบราณ วัดวาอารามและศิลปวัฒนธรรมและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนลำปางที่ต้องจารึกเอาไว้ในหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์แห่งดินแดนล้านนาเสียด้วยซ้ำ

เมืองลำปางนี้เองที่เป็นบ้านเกิดของหนานทิพช้าง วีรบุรุษต้นตระกูล เจ้าเจ็ดตน ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นต้นราชวงศ์ของเจ้าเมืองเหนือในสายสกุล ณ เชียงใหม่, ณ ลำปาง , ณ ลำพูน และเป็นบ้านเกิดของพระยาพรหม กวีเอกแห่งล้านนาผู้มีประวัติชีวิตสุดแสนจะโลดโผนกว่านิยาย รวมทั้งพระแก้วมรกต พระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมืองไทยก็เคยประดิษฐานอยู่ในจังหวัดลำปางนานถึง 32 ปี

ในสมัยล้านนา ราชวงศ์พระยามังราย เขลางค์นครหรือนครลำปางก็ยังเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญของอาณาจักรล้านนา ในยุคนี้ตำนานพื้นเมืองจะเรียกชื่อว่า “เมืองนคร” เจ้าเมืองมียศเป็นหมื่น เมื่อครั้งที่เชียงใหม่ทำสงครามแย่งชิงหัวเมืองเหนือกับพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยา เมืองลำปางจึงกลายเป็นที่ตั้งของกองทัพทหารแห่งล้านนา พระเจ้าติโลกราชแต่งตั้งหมื่นด้งนครเป็นแม่ทัพ ซึ่งสามารถตีเมืองเชลียงไว้ได้

นครลำปางเป็นเมืองสำคัญของอาณาจักรล้านนามานานจนถึง พ.ศ.2101 อาณาจักรล้านนาก็ถูกพม่าแผ่อำนาจเข้ามาปกครอง เป็นเวลากว่า 200 ปี บางครั้งก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของกรุงศรีอยุธยาบ้าง วิถีชีวิตความเป็นไปของนครลำปางและเจ้าผู้ครองนครก็คล้ายคลึงกับเจ้าเมืองล้านนาอื่น ๆ คือต้องปกครองบ้านเมืองอยู่ตรงกลางระหว่าง 2 อาณาจักร คืออาณาจักรอังวะของพม่าและอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา

จากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ได้ยืนยันให้เห็นว่า เมืองเขลางค์นคร หรือ นครลำปาง เป็นเมืองของคนกล้าสามารถ แม้แต่ในปัจจุบัน ในบรรดาคนเมืองด้วยกันก็ยอมรับกันว่าคนลำปางเป็นคนดุ เฉียบขาดชนิดที่เรียกว่าทำอะไรทำจริง คุณสมบัติที่ว่านี้คงจะเป็นคุณสมบัติดั้งเดิมของชาวลำปางที่เพาะบ่มฝังรากลึกมานาน ซึ่งจะเห็นได้จากมรดกทางศิลปกรรมและผลงานทางด้านวัฒนธรรมที่ปรากฏอยู่ในบริเวณเมืองลำปาง ไม่ว่าจะเป็นวัดวาอาราม เช่น วัดพระธาตุลำปางหลวง โดยเฉพาะซุ้มประตูและบันไดทางขึ้นด้านหน้าวัดที่มีความงดงามเฉียบขาด ไม่มีที่เปรียบทั้งในแง่ความสวยงาม สุนทรียศาสตร์ ฝีมือ ชั้นเชิงช่าง จนสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าศิลปกรรมในลำปางนั้นเป็นสุดยอดของศิลปกรรมล้านนาเลยทีเดียว

ในด้านการค้า เมืองลำปางอาจเรียกได้ว่าเป็นเมืองแห่งศูนย์กลางการค้า อันดับ 2 รองจากเชียงใหม่ เพราะนับตั้งแต่อดีตก่อนที่จะมีการสร้างทางรถไฟสินค้าต่าง ๆ ที่มาจากทางเรือจะมาขึ้นท่าที่จังหวัดลำปาง ก่อนที่จะขนถ่ายโดยใช้วัวเทียมไปตามหัวเมืองต่าง ๆ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ น่าน

สินค้าจากทางเรือที่เดินทางมาจากกรุงเทพบนเส้นทางแม่น้ำวัง จากทางใต้ได้แก่ ฝ้าย ผ้าฝ้าย น้ำมันก๊าด เทียนไข ไม้ขีดไฟ บุหรี่ เกลือทะเล เป็นต้น ระหว่างปี พ.ศ.2413-2440 มีบันทึกการเดินทางของ โฮลท์ ฮอลด์เล็ท ระบุว่าในรอบ 1 ปีมีปริมาณการค้าระหว่างเชียงใหม่กับเมืองอื่น ๆ คือ

  • การค้าระหว่างมณฑลยูนนานของจีนตอนใต้ และเชียงใหม่ ใช้วัวต่าง ม้าต่างและลาต่างราว 700 – 1,000 ตัว
  • การค้าระหว่างเชียงตุงและรัฐฉาน เชียงรุ่งและเชียงใหม่ ใช้วัวต่าง ม้าต่าง ลาต่าง 7,000 – 8,000 ตัว
  • การค้าระหว่างเชียงใหม่กับละกอน(ลำปาง) ใช้วัวต่างประมาณ 500 – 600 ตัว
  • การขนสินค้าระหว่างเชียงแสนกับเชียงใหม่ ใช้ช้างประมาณ 1,000 เชือก
  • การค้าระหว่างเชียงใหม่กับหลวงพระบาง ใช้ลูกหาบประมาณ 5,000 คน
  • การค้าระหว่างเชียงใหม่กับพม่า ใช้ลูกหาบประมาณ 4,000 คน

แหล่งชุมชนการค้าทางเรือที่มีความสำคัญในอดีตของลำปาง ได้แก่ ชุนชนการค้าบริเวณย่านตลาดจีนเก่า หรือ “กาดกองต้า” ซึ่งตั้งอยู่บนถนนตลาดเก่าริมฝั่งแม่น้ำวัง เคยเป็นตลาดขายสินค้าที่มีความเจริญรุ่งเรืองและมีความคึกคักมากที่สุดในยุคของเจ้านรนันชัยชวลิต เจ้าผู้ครองนครลำปาง ระหว่างปี พ.ศ.2430 – 2440 ความสำคัญของกาดกองต้านอกจากเป็นท่าเรือขนถ่ายสินค้าแล้ว ในอดีตที่แห่งนี้ยังเป็นท่าสำหรับล่องไม้สักลงไปขายที่จังหวัดนครสรรค์อีกด้วย

ชุนชนที่เข้ามาทำธุรกิจ การทำไม้และค้าขายในสมัยนั้นได้แก่ ชาวอังกฤษ พม่า อินเดีย และชาวจีนซึ่งเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุด จนกลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ของที่นี่ ชาวบ้านจึงนิยมเรียกว่า “ตลาดจีน” และเนื่องจากบริเวณย่านนี้มีคนหลากหลายเชื้อชาติอาศัยอยู่ อาคารบ้านเรือนที่ปลูกจึงมีสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานกันระหว่างยุโรป พม่า จีน ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดลำปางที่มีมานานกว่า 100 ปี

อาคารสำคัญที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของย่านตลาดจีน ได้แก่ อาคารพานิชสีแดง อาคารหม่องหงิ่วสิ่น อาคารกวงฮั่วหลีเก่า ร้านบุญส่งและบ้านแม่แดง เป็นต้น

จะเห็นว่า การที่ชุมชนชาวจีนบริเวณกาดกองต้า ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำวังจึงมีโอกาสที่จะติดต่อเชื่อมโยงกับชุมชนการค้าอื่น ๆ ทั้งใกล้และไกลออกไป ดังกล่าวข้างต้น ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 มีผู้คนเดินทางเข้ามาติดต่อค้าขายและตั้งถิ่นฐาน หลายเชื้อชาติ หมายภาษา รัฐบาลกรุงเทพฯจึงได้ให้ความสำคัญกับเชียงใหม่มากกว่าหัวเมืองอื่นในล้านนา เพื่อควบคุมดูแลหัวเมืองฝ่ายเหนือหรือหัวเมืองล้านนาทั้งหมดอีกด้วย

ปัจจุบัน ย่านตลาดจีนหรือกาดกองต้า ยังคงกลิ่นอายมนต์เสน่ห์แห่งการค้าริมฝั่งแม่น้ำวังเอาไว้ แม้ว่าจะไม่คึกคักเหมือนแต่เก่า ทว่าอาคารต่าง ๆ เหล่านี้ยังคงได้รับการอนุรักษ์รักษาเป็นอย่างดีรวมถึงวิถีชีวิตของชุมชนยังคงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวพากันเข้ามาเยือนชุมชนแห่งการค้าตลาดจีนเก่าเป็นจำนวนมาก

แหล่งที่มา : http://www.chiangmainews.co.th

ใส่ความเห็น

Top