เทคนิคการปลูกต้นยอ เเละสรรพคุณต่างๆ

“ยอ” เป็นไม้ที่ขึ้นทั่วไปตามป่า คนโบราณนิยมปลูกคู่บ้านถือเอาชื่อเป็นเคล็ด ขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด แต่จะเจริญเติบโตดีถ้ามีความชุ่มชื้นพอสมควร

ลักษณะ
ไม้ยืนต้น สูง 2-6 เมตร ใบใหญ่หนาแข็ง ขนาดใบหูกวาง สีเขียวสดเป็นมัน มีดอกเล็กสีขาวติดเป็นกระจุกคล้ายดอกมะละกอ ผลกลมยาวรี ขนาดและลักษณะคล้ายฟองไข่เป็ด แต่มีตาเป็นปุ่มๆรอบผล สีเขียวสด พอสุกเปลี่ยนเป็นสีขาวนวล อ่อนนุ่ม มีกลิ่นฉุนมาก

ขั้นตอนวิธีเพาะลูกยอ
วิธีเพาะลูกยอ หลายๆคน คงยังเพาะไม่งอก วันนี้ จันทร์เจ้าจะมาแนะนำวิธีการเพาะอย่างได้ผล

1. นำลูกยอมาวางทิ้งไว้ ให้งอม มากๆๆ (เกือบเน่า)
2. นำลูกยอที่เกือบเน่า มาบี้ๆๆในน้ำ และล้างเมล็ด ให้หมดเมือก
3. ตาก หรือ ผึ่ง ให้แห้ง แล้วนำไปลงถุงเพาะ แล้วรอดูผลงานได้เลย

“ยอ” บ้านเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ดังนั้นอายุในการปลูกจนถึงให้ผลผลิตจึงสั้น อยู่ราวๆ 2-3 ปีก็ติดผลแล้ว วิธีที่เหมาะสมจึงเป็นการเพาะเมล็ดครับ เพื่อให้ได้ต้นที่แข็งแรง ครับ เมล็ดก็เพาะง่ายแสนง่าย เพียงเอาลูกสุกๆ มาล้างเอาแต่เมล็ด ตากแดดให้แห้ง จากนั้นก็เพาะในขุยมะพร้าว+ทราย 1/1 เมล็ดไม่ต้องฝังลึกครับ เพียง 0.3-0.5 มิลก็พอ ประมาณ 1 เดือนก็จะเริ่มงอกครับ

อ้างอิงเนื้อหา http://anusorn911.blogspot.com

สรรพคุณเด่น
– บำรุงเลือดลม ลดความดันโลหิตสูง ขับลม ช่วยย่อยอาหาร แก้อาเจียน

วิธีใช้ในครัวเรือน
– นำลูกยอสุกงอมจิ้มเกลือกับน้ำตาลกินหรือเอาลูกยอมาทำส้มตำกิน หรือฝานผลยอแก่เป็นแว่นตากแดดให้แห้ง บดเป็นผงละลายน้ำร้อนดื่มครั้งละ 2 ช้อนชา

การปลูก เเละการดูแล
– ยอเป็นพืชที่ขึ้นง่าย ไม่ต้องเตรียมดินเป็นพิเศษ ปลูกโดยใช้ต้นกล้าหรือหยอดเมล็ดตรงที่ปลูกเลยก็ได้ ควรปลูกตอนต้นฝน ขณะที่ดินพอมีความชุ่มชื้น ปล่อยให้เมล็ดงอกเอง โดยไม่ต้องดูแล หากฝนทิ้งช่วง ก็รดน้ำเป็นครั้งคราว เพื่อให้เมล็ดงอกเร็วขึ้น
– การเพาะเมล็ดก่อนย้ายปลูก จะทำได้ในดินทั่วไปหรือเพาะในแกลบก็ได้ ใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน เมล็ดจึงจะงอกออกราก เมื่อกล้าสูงประมาณ 30 ซม. หรืออายุได้ 2-3 เดือน ก็ย้ายไปปลูกในที่ที่ต้องการ จะปลูกแซมกับไม้ผลก็ได้ เช่น ปลูกระหว่างแถวส้ม เป็นต้น

การเก็บเกี่ยว
ยอเริ่มติดลูกตั้งแต่ต้นยังเล็กๆ แค่อายุ 6 เดือน ก็เริ่มออกดอกแล้ว ให้เก็บผลห่ามหรือเริ่มแก่ สังเกตจากผลเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ตาลูกยอจะห่างๆกัน ถ้าปล่อยให้ผลสุกจะเละเกินไป

การแปรรูป
นำลูกยอมาล้างน้ำสะอาด 2-3 ครั้ง สะเด็ดน้ำให้แห้ง แล้วใช้มีดคมๆ นำมาหั่นบางๆ ตามขวาง เสร็จแล้วนำมาใส่กระจาดหรือภาชนะโปร่งๆ ตากแดดจัดสัก 3 วัน ควรหมั่นพลิกไปมาบ่อยๆ และระวังลูกยอจะขึ้นรา เมื่อแห้งสนิทดีแล้วจึงนำมาบรรจุใส่ภาชนะ

ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป
แคปซูล, น้ำลูกยอเข้มข้น

ประโยชน์ทางยา
1. ราก สรรพคุณเป็นยาระบาย แก้ท้องผูก
2. ใบยอ รสขมเฝื่อน สรรพคุณบำรุงธาตุ แก้ไข้ ฆ่าเหา ปวดข้อ คั้นน้ำทา แก้โรคเกาต์ แก้ท้องร่วงในเด็ก แก้เหงือกบวม คั้นน้ำทาแก้แผลเรื้อรัง แก้กษัย ผสมยาอื่นแก้วัณโรค
3. ผลดิบหรือแก่ รสเผ็ดร้อน สรรพคุณขับลม บำรุงธาตุ เจริญอาหาร ขับโลหิต ระดูของสตรี ฟอกเลือด แก้คลื่นเหียนอาเจียน ผสมยาแก้สะอึก อมแก้เหงือกเปื่อย แก้เสียงแหบแห้ง แก้ร้อนในอก
4. ผลสุก ของยาบ้าน มีกลิ่นฉุน สรรพคุณผายลมในลำไส้ ต้น ใช้เป็นส่วนผสมกับสมุนไพรอื่นเป็นยารักษาวัณ 5. โรค ดอก เป็นส่วนผสมของสมุนไพรตัวอื่นเป็นยารักษาวัณโรค

ขนาดและวิธีใช้
1. แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน ใช้ผลดิบแก่ฝานเป็นชิ้นบางๆ ย่างไฟให้เหลือง ต้มหรือชงดื่ม ใช้ครั้งละประมาณ 2 กำมือ (10-15 กรัม) เอาน้ำที่ได้จิบทีละน้อยและบ่อยๆ ครั้งจึงจะได้ผลดี
2. แก้ปวดบวม อักเสบ โรคเกาต์ ใช้ใบสดย่างไฟ หรือปรุงยาประคบ
3. แก้ปวดข้อนิ้วมือนิ้วเท้า ใช้ใบคั้นเอาแต่น้ำ ทาที่ปวด
4. ฆ่าเหา ใช้ใบสดคั้นเอาน้ำ สระผม
5. แก้เหงือกเปื่อย เป็นขุมบวม ใช้ผลดิบเผาเป็นถ่านผสมเกลือเล็กน้อย อม
6. ขับโลหิตระดู ขับผายลม ขับเลือดลม ใช้ผลดิบต้มเอาน้ำดื่ม
7. แก้คลื่นเหียนอาเจียน ใช้ผลดิบหั่นปิ้งไฟหรือตากแห้ง คั่วแล้วนำไปต้มเอาน้ำดื่ม

ประโยชน์ทางอาหาร
คุณ ค่าทางโภชนาการ ใบยอ 100 กรัม ให้พลังงานต่อร่างกาย 73 กิโลแคลอรี ประกอบด้วยน้ำ 77.3 กรัม คาร์โบไฮเดรต 10.5 กรัม โปรตีน 5.0 กรัม ไขมัน 2.2 กรัม กาก 4 กรัม แคลเซียม 469 มิลลิกรัม เหล็ก 1.4 มิลลิกรัม วิตามินเอ 43333 IU วิตามินบีหนึ่ง 0.30 มิลลิกรัม วิตามินบีสอง 0.14 มิลลิกรัม ไนอาซีน 7.2 มิลลิกรัม วิตามินซี 3 มิลลิกรัม

จากกระแส ความนิยมการบริโภคผลิตภัณฑ์ของลูกยอในบ้านเรามีมากเหลือเกิน เกิดอะไรขึ้นกับสมุนไพรลูกยอไทย จะเห็นว่าลูกยอที่มีในบ้านเราเป็นจีนัส สปีชี่เดียวของตาฮีติ ที่มีขายทั่วโลก คือถือเป็นพันธุ์เดียวกัน อาจแตกต่างกันบ้างเช่นทุเรียน หมอนทองกับทุเรียนก้านยาว ยังไม่มีข้อมูลรายงานว่าของใครจะดีกว่ากัน ลูกยอ มีประโยชน์ ทางด้านคุณค่าของอาหารที่มี วิตามินซี วิตามิน A และ ธาตุโปตัสเซียมสูง

แหล่งที่มา : kaset-lifestyle

ใส่ความเห็น

Top